เมื่อเวลา 09.30น.วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว คดีหมายเลขดำ อม.22/2558 พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 14 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อายุ 50 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
โดยวันนี้ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นำพยานเข้าไต่สวนทั้งสิ้น 4 ปาก คือ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายสุรชัย ศรีสารคาม อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
นายสุรชัย เบิกความสรุปว่า การรับจำนำข้าวเป็นกฎเกณฑ์จากส่วนกลาง และการดำเนินโครงการอยู่ในเกณฑ์ทั้งหมด จังหวัดตนผ่านการประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) ไม่มีปัญหาการรับจำนำข้าวที่ทำให้ภาพรวมเสียหาย และมีการดำเนินการอย่างเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องหลายขั้นตอน โดยการขึ้นทะเบียนชาวนามีประชาคมทำหน้าที่ตรวจสอบว่าเป็นเกษตรกรทำนาจริงหรือไม่ มีพื้นที่นาเท่าไหร่ ส่วนการรับจำนำมีผู้ตรวจสอบและออกใบประทวน จ่ายเงินตรงให้เกษตรกร การเก็บข้าวในโกดังยังมีเจ้าหน้าที่ถือกุญแจคนละดอกไม่ให้มีการสับเปลี่ยนข้าว หากมีการสวมสิทธิสามารถตรวจสอบพบได้ง่าย การรับจำนำข้าวเป็นการชุบชีวิตชาวนาให้มีเงินจับจ่าย เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียน มีชีวิตดีขึ้น
เมื่ออัยการถามถึงกรณีที่คณะกรรมการชุดมล.ปนัดดา ดิศกุล ตรวจสอบข้าวแล้วมีผลการประเมินว่าข้าวเสื่อม นายสุรชัย กล่าวว่า มล.ปนัดดา กำหนดมาตรฐานขึ้นมาเอง แทนที่จะใช้มาตรฐานกระทรวงพาณิชย์ มีข้อสงสัยถึงการสุ่มตัวอย่างที่ใช้กลุ่มเล็กมาประเมินภาพรวม ผู้ตรวจสอบไม่มีความชำนาญเพราะใช้ทหารตรวจ และยังมีการนำข้าวดีไปประมูลเป็นอาหารสัตว์ น่าจะมีการตรวจสอบใหม่ให้ชัดเจนต่อไป เพราะต่างจากผลการประเมินของ ก.พ.ร. ที่เชื่อถือได้
ด้าน พล.ท.ภราดร เบิกความสรุปว่า เคยเข้าร่วมประชุม ครม.ได้ยินจำเลยกำชับให้ดำเนินโครงการรับจำข้าวตามหลักเกณฑ์แต่ไม่เคยเห็นว่าจำเลยสั่งให้มีการตรวจสอบ เสี่ยเปี๋ยง(นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร)และสยามอินดิก้า กรณีการตรวจสอบทุจริตเมื่อพบว่ากรณีมีมูลจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ หากพบมีผู้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานกระทำผิดจะตั้งประเด็นสอบโดยข้อเท็จจริงที่ตั้งสอบ จะต้องเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความเสียหายของทางราชการ แต่หากคระกรรมการสอบสวนพบข้อพิรุธเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มได้ก่อนรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ส่วนเรื่องที่มีการท้วงติงว่าข้าวไม่ได้ส่งออกไปนอกประเทศ รวมถึงมีการสั่งจ่ายเช็คภายในประเทศในโครงการระบายข้าวรัฐต่อรัฐ ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้รับผิดชอบ
ส่วน นายนิวัฒน์ธำรง เบิกความในช่วงบ่าย ตอบคำถามอัยการโจทก์ถึงการตรวจสอบการระบายข้าวว่า โครงการมีระบบบริหารจัดการเอื้อกับกฎหมาย อำนาจหน้าที่ของนายกฯ คือให้นโยบายมอบหมายสั่งการ ผู้รับมอบต้องไปปฏิบัติราชการตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่นายกฯ รับผิดชอบคนเดียว ยังมีทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กบข.) ด้วย นอกจากนี้ยังมีการตั้งคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตในโครงการโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส่วนการระบายข้าวสามารถดำเนินการได้รวดเร็วสามารถระบายได้เกือบ 1 ล้านตัน การดูแลรักษาข้าวในสต๊อกมีสัญญาให้ดูแลให้ได้สภาพตามมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ มีสัญญาประกันภัยพิบัติ มีผู้รับผิดชอบ จะระบายให้หมดปีต่อปีเป็นไปไม่ได้ ในอดีตมีข้าวค้างสต๊อก3ล้านตัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา
อัยการโจทก์ถามถึงการตรวจสอบสัญญาจีทูจีซึ่งมีความแตกต่างในเรื่องราคาขายข้าว นายนิวัฒน์ธำรง เบิกความว่า ความแตกต่างของสัญญามาจากการที่ผู้ซื้อขายต้องต่อรองราคาที่ดีที่สุด รวมถึงปัจจัยความต้องการข้าว การขายแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเพราะสภาวะต่างกัน แต่มีเงื่อนไขตามยุทธศาสตร์ระบายข้าว การเสนอราคาต้องดูผลกระทบภายในประเทศด้วย
เมื่อถามถึงการรับจำนำข้าวที่ราคาสูงกว่าราคาตลาด เหตุใดจึงไม่ปรับให้สมดุล นายนิวัฒน์ธำรง เบิกความว่า โครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลคิดขึ้นมาโดยมีการศึกษาจากหลายกลุ่มแล้ว ต้องกำหนดราคาให้เหมาะสม ที่ผ่านมาชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ดี รัฐบาลเก่าๆ เคยตั้งราคารับจำนำต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้ช่วยชาวนา เราจึงตั้งให้ราคาเหมาะสมคุ้มทุนมากขึ้นโดยตั้งราคาสูงกว่า
ทั้งนี้ นายนิวัฒน์ธำรง เบิกความตอบอัยการโจทก์ถึงการนำหนังสือข้อท้วงติงโครงการรับจำนำข้าวเข้าที่ประชุม ครม.ว่า แต่ละเรื่องมีการกลั่นกรองโดยเลขาฯ และคณะกรรมการต่างๆ ก่อนเข้า ครม. ที่ต้องไปทำรายละเอียดให้รอบคอบก่อน ไม่เคยละเลยข้อทักท้วง ทั้งหนังสือของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สิ่งที่ทั้งสองหน่วยงานส่งมาดีมีประโยชน์ เราก็นำไปปรับปรุงบริหารจัดการ ส่วนเรื่องกำไรขาดทุนที่เป็นประเด็นใหญ่ โครงการสาธารณะขาดทุนทั้งนั้น เป็นรัฐบาลต้องแก้ปัญหาประเทศเพื่ออนาคต โดยมีการตรวจสอบมาตลอด นายกฯ มีหน้าที่สั่งการข้างบน แต่บางครั้งก็ไปนั่งเป็นประธานตรวจสอบด้วย ถ้าใครทำผิดมีการตรวจสอบดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนกรณีเสี่ยเปี๋ยงและบริษัทสยามอินดิก้านั้น ไม่ใช่คู่สัญญากับรัฐ เราจึงไม่มีหน้าที่ไปตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม นายกฯ ให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบข้อเท็จจริง มีการพยายามติดต่อสอบถามไปแต่เขาไม่มา ขณะเดียวกันฝ่ายค้านก็ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ไต่สวน และยังไม่ชี้มูลใดๆ ในช่วงนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าใครกระทำผิดจึงไม่รู้จะสอบอะไรเพิ่มเติม
อัยการยังถามถึงการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว นายนิวัฒน์ธำรง เบิกความว่า การระงับยับยั้งโครงการต้องทำในกรณีที่จำเป็น ทุกฝ่ายสนับสนุนโครงการมาโดยตลอด ผลสำรวจต่างๆ บอกว่าโครงการดีมีประโยชน์ต่อชาวนาและเศรษฐกิจของประเทศ ไม่มีเหตุผลสั่งยกเลิก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังบอกว่าให้ดำเนินการต่อถึงปี 2558

