ทั้งๆที่เสียงเรียกร้องในเรื่อง”ปฏิรูปทหาร” มิได้ดังมาจากพรรคเพื่อไทย หรือนปช.คนเสื้อแดงด้านเดียว
หากแต่ดังมาจาก “ประชาธิปัตย์”ด้วย
เหตุใดการออกมา “ชี้แจง” ของ 1 พล.ท. กับ 1 พ.อ. จึงเน้นไปยังพรรคเพื่อไทยและนปช.มากกว่า
สัมผัสได้จาก “คำถาม” ในเชิง”สวนกลับ”
“เสียงเรียกร้องจากบางบุคคลเชื่อว่าทางกองทัพคงพร้อมรับฟังอย่างมีเหตุมีผล แต่ไม่อยากให้จำกัดอยู่เฉพาะบางกลุ่มบางพวกที่สังคมส่วนใหญ่มองว่าอาจเป็นเรื่องของการเมือง
“หรือเข้าใจว่าเป็นข้อเรียกร้องจากกลุ่มที่เสียประโยชน์จากการทำหน้าที่ของทหารในช่วงภาวะพิเศษช่วงนี้เท่านั้น”
หรือว่านี่คือ ปฏิบัติการ “ไอโอ” ตามถนัด
แท้จริงแล้ว เสียงเรียกร้องอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคมมิได้จำกัดแต่เพียง “ปฏิรูปตำรวจ”
หากเสียงเรียกร้อง “ปฏิรูปทหาร” ก็ดัง
คำถามจาก นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ที่ว่า “ตำรวจมีไว้ทำไม” ก็คือความต่อเนื่องจากคำถามที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม”
และดังอย่างเป็นพิเศษนับแต่เดือนพฤษภาคม 2557
เดือนพฤษภาคม 2557 ซึ่งทหารมีความรู้สึกว่า “เกิดสถานการณ์ที่ต่างก็รู้ดีว่ามีอะไรขึ้น”
คำว่า “รู้ดีว่ามีอะไรขึ้น” นี่แหละ “อ่อนไหว”
เหมือนกับต้องการให้ความรับผิดชอบทั้งหมดโยนโครมลงไปยังรัฐบาลก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
แต่ความรับผิดชอบก็ยังเป็น “ชัตดาวน์” ด้วย
ความอ่อนไหวของปรากฏการณ์ “ชัตดาวน์” นั้นเองที่มากด้วยความอ่อนไหวยิ่งในทางการเมือง
อ่อนไหวไปยัง “พรรคเพื่อไทย”
อ่อนไหวไปยัง “พรรคประชาธิปัตย์”
อ่อนไหวไปยัง “ปฏิรูปตำรวจ” แล้วก็เลเพลาดพาดเข้ามายังข้อเรียกร้องเรื่อง “ปฏิรูปทหาร” ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์
เวลาจากเดือนมกราคมมายังเดือนพฤษภาคม 2557 และมายังเดือนพฤษภาคม 2560 มิได้มีอะไรเป็น “ความลี้ลับ”
ข้อเสนอ”ปฏิรูปทหาร”จึงได้ปรากฏ

