ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงเปิดใจยอมรับ รู้สึกผิดที่ร่วมก่อเหตุร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจความสูญเสีย ชี้ออกจากกลุ่มเป็นเรื่องยาก พร้อมยอมรับคำตัดสินของศาล
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้ต้องหารายหนึ่ง ชื่อนายเอ (นามสมมุติ) ในคดีความมั่นคงของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยินดีเปิดใจและแสดงความคิดเห็นถึงการก่อเหตุต่างๆ ร่วมกับพรรคพวกที่ผ่านมา โดยนายเอกล่าวยอมรับสารภาพ ประกอบกับข้อมูลขอฝ่ายเจ้าหน้าที่ระบุตรงกันว่าเป็นมือประกอบระเบิดในคดีใหญ่ๆ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การพูดคุยอยู่ในสถานที่ของราชการแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
นายเอถูกถามถึงการเข้าร่วมก่อเหตุในคดีที่สร้างผลกระทบมากมายต่อญาติผู้สูญเสียและก่อให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่ว่า “ทุกครั้งที่ลงมือก่อเหตุ ส่วนตัวผมไม่เคยรู้สึกดีใจไปกับการกระทำในแต่ละครั้ง ผมยังหดหู่กับสิ่งที่เกิด ผมมีเมีย มีลูก มีพ่อแม่และญาติๆ ผมเข้าใจถึงความความสูญเสียว่ามันเจ็บปวดและสร้างความโกรธแค้นให้กับผู้สูญเสียมากแค่ไหน แต่จะไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะต้องแลกกับความปลอดภัยของครอบครัวผมเองด้วย การจะออกมาจากกลุ่มก่อการนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
ผู้ต้องหายังเปิดใจต่อว่า “การถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผมในขณะนี้ เพราะจะได้ไม่มีใครมาจ้องรุกรานผมอีก ทุกคืนของผมในเวลานี้ หรือก่อนนอนก็มักจะอ่านคัมภีร์อัลกุรอ่าน ที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้ผู้ถูกควบคุมตัว ผมอ่านและมักขอดูอาอ์ วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าช่วยชี้นำทางที่ดีให้กับตัวผม หากทางที่เดินอยู่นี้ผิด ช่วยชี้นำทางที่ถูกต้องด้วย และคิดว่าการดูอาอ์ของผมตอนนี้พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงรับแล้ว คือ ผมต้องการให้ศาลตัดสินกับสิ่งที่ผมได้กระทำผ่านมา เพื่อเป็นการไถ่โทษและไถ่บาป เหล่านี้เป็นหนทางที่ผมได้เลือกแล้ว เป็นหนทางที่เป็นธรรมถูกต้อง”
เมื่อถามว่า เท่ากับว่าจะยอมรับการตัดสินที่ออกมา ผู้ต้องหารายนี้กล่าวว่า “หากศาลตัดสินผมในครั้งนี้ ผมจะยอมรับคำตัดสินและขอโทษกับสิ่งต่างๆ ที่ทำไป การจะขอสิ่งใดนั้นไม่ว่าใครก็ต้องอยากขอให้ได้ชีวิตใหม่กลับคืนมา แต่สำหรับผมอยากจะขอสิ่งเดียวนั้นก็คือการได้รับการอภัยจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของผมทั้งหมด”
เมื่อถามต่อว่า ที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น มักจะมีกลุ่มองค์กรที่อ้างเป็นกลุ่มต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนออกมาแสดงความสงสัยเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัย ที่บางครั้งอ้างว่ามีการซ้อมทรมานให้รับสารภาพตามข้อกล่าวหา ผู้ต้องหารายนี้กล่าวว่า “ตั้งแต่ผมถูกจับและมีการควบคุมผม รวมทั้งเพื่อนๆ ที่ต้องอยู่ในค่ายของทหารนั้น ไม่มีใครถูกกระทำการที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีการซ้อมทรมานใดๆ เจ้าหน้าที่จะเข้ามาพูดคุยแล้วเปิดใจ พูดคุยกับพวกเรามากขึ้น ยืนยันได้เลยว่า ทุกวันนี้พวกเราไม่ได้มีใครถูกซ้อมทรมาน อาจจะเป็นการเข้าใจผิดทางครอบครัวมากกว่า”
นายเอยังกล่าวด้วยว่า “หากถามว่ากลัวหรือไม่ ถ้าคำตัดสินถึงขั้นต้องถูกตัดสินประหารชีวิต ต้องบอกว่ามันเป็นหนทางของการได้ไถ่บาปกับสิ่งที่ทำกับครอบครัวคนอื่นๆ ผมจึงไม่กลัว ทุกวันนี้ผมยังคงมีคำถามอยู่ในใจตลอดว่าเหตุการณ์บ้านเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะสงบลงหรือไม่ ผมเองก็ยังมองว่าห่างไกล เพราะตัวผมเองนั้นสังกัดกลุ่มไหน ใครคือหัวหน้า เรามีกันกี่กลุ่ม ผมเองก็ไม่เคยรับรู้ความจริงจากใคร มีแต่บอกว่านี้คือกลุ่มเรา ทำตรงนี้ เราอาจจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของกลุ่มขบวนการ ถึงจะจับผมมาได้ก็เป็นเพียงตัวเล็กๆ ระดับใหญ่ๆ เป็นใครอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้”
ผู้ต้องหายังกล่าวต่อว่า “เพราะฉะนั้น ที่มีการคิดเรื่องเจรจากับฝ่ายขบวนการกับรัฐบาล ผมว่าทางนี้แหละดีที่สุด แต่ปัญหาคือใครที่จะเป็นผู้เจรจากับรัฐบาลที่แท้จริง กับแค่ผมเองไม่สามารถที่จะไปพูดเจรจากับใครได้”
เมื่อถามว่าในกลุ่มที่สังกัดอยู่นั้น เคยคิดหรือคุยกันหรือไม่ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นการกระทำเพื่ออุดมการณ์ นายเอกล่าวว่า กลุ่มที่สังกัดอยู่ทุกคนทำเพื่ออุดมการณ์ ไม่เคยคิดว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงแม้คนรุ่นเก่าๆ จะตายหายจากไป แต่ก็จะยังคงมีคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาร่วมอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะทุกคนถูกปลูกฝังในเรื่องของความยุติธรรมที่ถูกกระทำจากฝ่ายรัฐไทยตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
“หากผมไม่ถูกจับกุมก็จะฟังและเชื่ออยู่อย่างที่ผู้ใหญ่คอยบอกให้เรารับรู้อยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ผมเพิ่งจะมาเข้าใจในอีกแง่มุมของคำว่าประวัติศาสตร์นั้นมันคือเรื่องราวที่ผ่านมา เรื่องราวแบบนี้ควรจะต้องสร้างความเข้าใจให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้รับรู้ ทุกวันนี้หลายคนต้องเจอสภาพเดียวกัน คือ การเข้าไปรวมกลุ่มขบวนการแล้วนั้นคิดจะออกนั้นยาก เราต้องอยู่เพื่อให้ครอบครัวปลอดภัย การต่อสู้ทุกวันนี้ต้องเข้าใจว่ามีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น การจะให้มีการเจรจาจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด รบกันไปก็เท่านั้น”
นายเอกล่าวต่อว่า “ทำไมถึงไม่มาพูดคุยกันแบบจริงใจเสียที ถามว่าจับพวกผมได้แล้วปัญหาความรุนแรงจบยุติลงหรือไม่ ฝ่ายเจ้าหน้าที่เองก็คงปฏิบัติหน้าที่ไม่มีวันจบ ทำไมถึงไม่เลือกเจรจากันจริงๆ เสียที”
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่ผ่านมา พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งการให้เปิดศูนย์ซักถามในค่ายทหารต่างๆ ของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในลักษณะสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน รวมทั้งการปรับตกแต่งสถานที่การซักถาม ห้องที่ผู้ถูกควบคุมตัวเป็นไปโดยถูกสุขลักษณะ ที่สำคัญการจัดสร้างสถานที่สำหรับให้ประกอบศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ครบถ้วนตามห้วงเวลา และให้เน้นย้ำผลการปฏิบัติภายใต้การยึดหลักบังคับใช้กฎหมาย และภายใต้หลักมนุษยธรรม สามารถตรวจสอบได้

