หน้าแรก การเมือง อดีต ส.ส.ร. ส...

อดีต ส.ส.ร. สุดงง รธน.มีชัย มีหมวดใหม่ๆผุดขึ้นเพียบ ไร้ตรรกะรองรับ-ทับซ้อนกันเละ

6.03.16 | 13:06 น.

“คณิน” ข้องใจร่าง รธน. ฉบับมีชัย ฯ จะพาประเทศไปในทิศทางใด

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. ปี 40 ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการ ร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงรูปแบบการปกครองประเทศในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฯ ว่าโดยปกติรัฐธรรมนูญของประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่าระบบรัฐสภา (Parliamentary System) นั้น จะมีโครงสร้างและการจัดหมวดหมู่ที่เน้นความสำคัญของ 5 สถาบันหลักที่สำคัญของชาติ ได้แก่ พระมหากษัตริย์ ประชาชน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล นอกนั้น ก็จะเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานที่สอดคล้องรองรับและไม่ขัดแย้งหรือทับซ้อนกับทั้ง 5 สถาบันหลักดังกล่าว เช่น การเงินการคลังและงบประมาณ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ส่วนบทเฉพาะกาลนั้นก็มีได้ แต่เป็นการชั่วคราว เช่น 90 วัน หรืออย่างมากก็ 180 วัน ไม่ใช่ 4 ปี หรือ 5 ปีอย่างที่พูดกัน เพราะไม่เช่นนั้น บทเฉพาะกาลก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งที่กดทับบทบัญญัติของฉบับหลักมิให้มีผล ใช้บังคับ

ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญที่สะท้อนรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังกล่าว จึงควรประกอบด้วย 1.บททั่วไป 2.หมวดพระมหากษัตริย์ 3.หมวดประชาชน (สิทธิเสรีภาพและหน้าที่อยู่ด้วยกัน) 4.หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ (ไม่มีก็ได้เพราะเป็นแนวทางกว้างๆ ที่ยืดหยุ่นได้) 5.หมวดรัฐสภา (ต้องมาจากการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นสภาเดียวหรือสองสภา) 6.หมวดคณะรัฐมนตรี (ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรี) 7.หมวดศาล (ต้องเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีอย่างแท้จริงรวมทั้งที่มาของผู้พิพากษาตุลาการระดับสูงต้องยึดโยงกับประชาชนและสามารถตรวจสอบได้) 8.หมวดการเงินการคลังและงบประมาณ 9.หมวด การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ (การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องถูกตรวจสอบ) 10.หมวดการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น 11.หมวดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และบท เฉพาะกาล

แต่เมื่อดูโครงสร้างและการจัดหมวดหมู่ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฯ แล้ว จะเห็นว่า มีการบัญญัติหมวดต่างๆ เพิ่มขึ้นหลายหมวด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการทับซ้อนหรือก้าวล่วง ทั้งไม่อยู่ ในส่วนใดส่วนหนึ่ง ของสามอำนาจเดิมซึ่ง ได้แก่ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ทั้งสิ้น เป็นต้นว่า หมวดองค์กรอิสระ หมวดศาลรัฐธรรมนูญ หมวดองค์กรอัยการ หมวดการขัดแห่งกันแห่งผลประโยชน์ และยังมีข่าวว่า กรธ. จะจัดให้เรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นอีกหมวดหนึ่งด้วย การเพิ่มขึ้นของหมวดใหม่ๆ ดังกล่าว ไม่มีเหตุผลหรือตรรกะรองรับเลย เหมือนกับเป็นรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งต่างหาก กล่าวคือ นอกจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย 3 อำนาจเดิม ซึ่งได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการแล้ว ยังมีรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบด้วย 3 อำนาจใหม่ ซึ่งได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อีกด้วย ที่สำคัญ 3 อำนาจใหม่นี้จะมีอำนาจในการควบคุมและกำกับการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และมีอำนาจทับซ้อนอำนาจบางอย่างของฝ่ายตุลาการด้วย อย่างเช่น ในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ

และที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นมีแนวโน้มว่า กรธ. จะวางตัวให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็นศูนย์รวมอำนาจสูงสุดในแผ่นดินไปตลอดระยะเวลา 20 ปี ทั้งนี้ โดยมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการชี้ผิดชี้ถูกของทุกองคาพยพของประเทศภายใต้การควบคุมและสั่งการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั่นเอง

Advertisement