เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม คดีจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นจำเลยในความผิดฐานปล่อย ปละละเลยไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ที่เข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2558 นั้น ในวันนี้เป็นการไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้าย ได้เริ่มขึ้นเวลา 09.30 น.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนพยานปากแรก คือ นายพศดิษ ดีเย็น อดีตหัวหน้าคลังสินค้าจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญที่เกษียณแล้ว เบิกความยืนยันถึงขั้นตอนการจ่ายข้าวออกจากคลังสินค้า ว่ามีการตรวจสอบตามขั้นตอนและคู่มือที่กรมการค้าภายในกำหนด และทุกครั้งที่มีการมารับข้าวจะต้องมีเอกสารหรือตั๋วมายืนยันโดยลงชื่อและเลขรหัสไว้ด้วย
ส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการ 100 ชุดของม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(ในขณะนั้น) ทำขั้นตอนการแทงข้าวไม่ถูกวิธีจึงกลายเป็นว่ามีข้าวหักและเสียมาก และกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่ามีข้าวของกัมพูชาปลอมปนนั้น พยานระบุว่า ลักษณะข้าวของกัมพูชากับไทยแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งข้าวกัมพูชามีลักษณะเม็ดตรงป้อม แต่ข้าวไทยเม็ดมีลักษณะงอนหัวและท้าย ยืนยันไม่มีการนำข้าวกัมพูชามาปะปนในโครงการ และระหว่างการดำเนินโครงการจำนำข้าวก็มีการสั่งตรวจเข้มตามแนวชายแดนเพื่อเฝ้าระวังด้วย
ขณะที่พยาน ตอบคำถามค้านของอัยการโจทก์ ยอมรับว่า พยานเคยถูกลงโทษทางวินัยเมื่อปี 2548 โดยถูกตัดเงินเดือนร้อยละ 10 เป็นเวลา 1 เดือนเนื่องจากส่งเอกสารใบประทวนล่าช้า แต่การลงโทษนั้นไม่ใช่การกระทำระหว่างโครงการจำนำข้าวนี้
ต่อมา ศาลไต่สวนพยานจำเลยปากที่ 2 นายชนุตร์ปกรณ์ วงษ์สีนิล อดีตผู้อำนวยองค์การคลังสินค้า(อคส.)ปี 2556 ที่ใช้เวลาเบิกความ 1 ชั่วโมง สรุปขั้นตอนการบันทึกข้อมูลการรับเข้า-ออกจากคลังสินค้า ซึ่งระบบสารสนเทศที่เคยดูแลประมวลผลได้วันต่อวัน
โดยตอบการซักค้านอัยการว่า ส่วนที่ตนถูก ป.ป.ช.ตั้งสอบข้อเท็จจริงนั้นก็เป็นเรื่องที่บริษัทเอกชนกล่าวหารับเงิน 30 ล้านบาทช่วยเหลือการคืนข้าวที่ล่าช้า ซึ่งที่ตนถูกร้องนั้นเพราะเหตุที่ถูกกลั่นแกล้งเนื่องจากเอกชนจะให้ช่วยเหลือเรื่องเงินค่าปรับแต่ตนไม่รับซึ่งเคยให้การ ป.ป.ช.แล้ว
และที่เคยมีทนายคนนอกไม่ใช่ลูกจ้าง อคส.มาตรวจสอบเอกสารก่อนส่ง ป.ป.ช.เรื่องการตรวจสอบจำนำข้าวนั้น ก็เป็นคำสั่งของผู้ใหญ่ในกระทรวงผ่านมา ผอ.อคส.คนก่อนโดยให้ตนดูแลความสะดวก
จากนั้น นายกิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น พยานปากสุดท้าย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังได้เบิกความตอบการซักค้านของอัยการโจทก์เกี่ยวกับผลวิจัยของทีดีอาร์ไอ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ว่า พยานเคยเห็นหรือไม่ โดยนายกิตติ เบิกความว่าได้ศึกษาผลงานวิจัยของทั้งสองแห่ง และผลงานอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นผู้ร่วมแถลงในรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายโครงการจำนำข้าวว่ามีการควบคุมทางวินัยการเงินการคลัง ซึ่งได้กำหนดกรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวไม่เกิน 5 แสนล้านบาท หรือ หนี้สาธารณะ 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ โดยผลการศึกษาก็ยืนยันได้ว่าโครงการจำนำข้าวใช้เงินไม่เกินกรอบวงเงินดังกล่าว ส่วนที่มีผลวิจัยระบุถึงวงเงินสำรองของธกส. 9 หมื่นล้านบาทนั้น มียอดเงิน 1.7 แสนล้านบาทในปี 2556 นั้น ยืนยันว่าการตรวจดูต้องเป็นไปตามรอบบัญชีว่ามีการปิดบัญชีแล้วหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบวงเงินหมุนเวียนไม่ได้ใช้เงิน แต่เมื่ออัยการโจทก์ถามถึงเม็ดพันธ์ข้าวในโครงการและหลักของการจำนำข้าว นายกิตติยอมรับว่า ในการรับจำนำข้าวจะรับจำนำข้าว 18 สายพันธ์ ส่วนข้าวพันธ์อีโต้ไม่เคยรับเข้ามาในโครงการจำนำข้าว ทั้งนี้ หลักการรับจำนำข้าวทราบว่ามีการตั้งราคาที่สูงกว่าตลาด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ก่อนดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ราคาข้าวในท้องตลาดมีราคาต่ำอยู่ แต่การดำเนินโครงการดังกล่าวยืนยันว่าไม่ได้เป็นการดึงข้าวทั้งหมดเข้ามาอยู่ในโครงการ โดยมีข้าวที่เข้าโครงการเพียงแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ผู้ส่งออกอ้างว่าไม่สามารถหาข้าวได้นั้น เข้าใจว่าผู้ส่งออกทำการตลาดไม่มากพอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พยานปากนี้ใช้เวลาเบิกความประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากอัยการพยายามซักถามถึงผลงานวิจัยจากหลายที่เกี่ยวกับโครงการจำนำข้าวมาเปรียบเทียบกับของจำเลย ซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกัน กระทั่งศาลระบุบางเรื่องพยานได้ตอบไปแล้ว และบางเรื่องโจทก์ไม่ฟ้องเกี่ยวกับการใช้เงินผิดประเภท แต่ฟ้องเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 157 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
กระทั่งเวลา 14.40 น. ไต่สวนจำเลยปากสุดท้ายเสร็จ ศาลได้อ่านกระบวนพิจารณาว่า คดีนี้ศาลไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลย รวม 45 ปาก ใช้เวลาไต่สวน 26 นัด เริ่มไต่สวนเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559 โดยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมนายอำพล กิตติอำพน อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องไม่สามารถมาเบิกความเห็นพยานจำเลยได้ เนื่องจากมีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจเฉียบพลัน แพทย์ระบุต้องเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทันที โดยมีสำเนาใบรับรองแพทย์แจ้งมา แต่ทนายจำเลยยังติดใจไต่สวนพยานปากนี้ ซึ่งศาลเห็นว่าทนายจำเลยเคยยื่นไต่สวนบัญชีพยานนายอำพลมาแล้วเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 แต่ไม่สามารถนำพยานเข้าไต่สวนได้ อีกทั้งประเด็นที่ไต่สวนยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำสั่งและมติ ครม. ซึ่งศาลเห็นว่ามีการไต่สวนมาเพียงพอแล้ว จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีเพื่อไต่สวนพยานปากนี้อีก
ส่วนพยานจำเลยที่ทนายขอไต่สวนเพิ่ม คือ นายประสิทธิ์ ดำรงชัย อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และ นายภูริศ ศรสรุทร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ศาลอนุญาตให้ส่งคำเบิกความเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 7 วัน
สำหรับที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม2560 และคำร้องเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 11 และ17 กรกฎาคม 2560 ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 212 โดยโต้แย้งว่าบทบัญญัติในมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ.ศ.2542 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 3,25,29,236 วรรคหก โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม2560 และคำร้องโต้แย้งคัดค้านเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม2560 ว่าตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 5 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 235 วรรคหก จะใช้ถ้อยคำว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ศาลมีอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ แต่ก็มีความหมายเดียวกัน ดังนั้นบทบัญญัติในมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

