หน้าแรก การเมือง นักวิชาการชี้...

นักวิชาการชี้ ‘ภาษา’ ถูกใช้สร้างความชอบธรรมทางการเมือง ทำปชช.เชื่อง-เซื่องซึม โรดแมปเลือกตั้งเป็นเกมภาษาให้มีความหวังในความลวง

26.07.17 | 14:20 น.

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา รศ. ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ แถลงข่าวการใช้ภาษาไทยกับการเมือง:การอุปลักษณ์และความแย้งย้อน ยุคประเทศไทย4.0 เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติวันที่ 29 ก.ค.

รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าวว่าในท่ามกลางกระแสและการตื่นตัวอย่างขนานใหญ่ของสังคมและประชาชน ต่อการดำเนินนโยบายทางการเมืองและการริเริ่มนโยบายพัฒนาประเทศเพื่อพัฒนา/เปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไปสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ภายใต้รูปแบบการขับเคลื่อนที่เรียกว่า ประเทศไทย 4.0 นั้น ภาษาไทยมีบทบาทสำคัญในการ “สื่อสาร” สร้างอุดมการณ์และการขับเคลื่อนเชิงนโยบายประเทศไทย 4.0 และนโยบายอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ซ่อนเงื่อนโยงใยไม่สิ้นสุด ผ่านการสร้าง “อุปลักษณ์” (Metaphor) ที่ไม่เป็นเพียง “ถ้อยคำเปรียบเทียบที่แล่นวูบ”

รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าวว่าถ้อยคำที่เต็มไปด้วยศิลปะและชั้นเชิงของการประดิษฐ์ประดอยภาษา ที่เกิดจากสร้าง “ความคิดเชิงอุปลักษณ์” (Conceptual Metaphor) อันหลายหลาก ภายใต้วิธีคิด วิธีการ กระบวนการ และการปฏิบัติการทางการเมืองที่ลึกซึ้ง และแยบยล กลายเป็น “คำอุปลักษณ์” ที่ดำรง-ผลึกแน่นในการรับรู้และสามัญวิถีของผู้คนในสังคมนั้น โดยกลไกรัฐเชิงสถาบันและโครงสร้างอำนาจ ที่ทำให้ปราศจากการตั้งคำถาม การปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การรับรู้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงทั้งการข่มขู่ คุกคาม จับกุม คุมขัง จ้องจับ ทำให้หวาดกลัวด้วยกลไกอำนาจรัฐทั้งที่เปิดเผยและปิดเร้นอำพราง

“อุปลักษณ์ว่าด้วย การคืนความสุข การเสียสละเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ การร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อปราบโกง กวาดล้างการคอร์รัปชั่น การสร้างความสามัคคีปรองดอง ยุทธศาสตร์ชาติ และอนาคตประเทศไทย เป็นการใช้ภาษาเพื่อประกอบสร้างความคิดเชิงอุปลักษณ์ มีแนวโน้มจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายรูปแบบและวิธีการ โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรม ทำให้หลุดจากกรอบความรับผิดชอบทางจริยธรรม ผลประโยชน์ส่วนรวม และความเป็นประชาธิปไตย

“การอุปลักษณ์ “ความสุขและการคืนความสุข” ให้ประเทศไทย ที่เป็นการหยิบยื่นความสุขฝ่ายเดียวในนามของความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ พร้อมกับการดึงประชาชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง หยิบยื่นความสุขเพื่อสถาปนาอำนาจนำและทำให้ “ประชาชน” กลุ่มต่างๆในสังคม “เชื่องและเซื่องซึม” อยู่ในความสุขที่ตายตัว ทั้งที่ความสุขนั้นมีความหมายที่ซับซ้อน หลายหลากมิติ ทั้งในแง่ความสุขจากการสรรค์สร้างของปัจเจกบุคล และประชาชน พลเมือง ในกิจการสร้างสุข ท่ามกลางการมีชีวิตสาธารณะที่ผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้างสังคมส่วนรวม”

Advertisement

รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าวว่าการอุปลักษณ์ “รัฐธรรมนูญ” ให้เท่ากับ “เป็นประชาธิปไตย” ทว่ารัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายสูงสุด ในการจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจของผู้คน การรับรองสิทธิเสรีภาพ การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน ให้บรรลุเป้าหมายอันตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม ธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ในหลักการประชาธิปไตย ความเป็นนิติธรรม และนิติรัฐ กลับมีเนื้อหาที่ไม่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย ขาดการยึดโยงกับประชาชน การเปิดช่องให้อำนาจรัฐราชการเข้ามามีบทบาทในระบบรัฐสภา การลิดรอนระบบการตรวจสอบ ควบคุม และถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันในระบอบประชาธิปไตย

รศ.ดร.ณฐพงศศ์กล่าวว่า การเชิดชูความโดดเด่นด้วยมายาภาพอันเก่าก่อน คือ  “การต้านโกง” อันเป็นการตอกตรึงและย้ำความทรงจำอันเลวร้ายของผู้คนที่มีต่อนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ทั้งที่การทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นในแทบทุกอณูของสังคม การใช้ “มาตรฐานจริยธรรมที่คลุมเครือ” การปฏิรูปในนามของ “คนดี” ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างอนาคต 20 ปี และคงไว้ซึ่ง “อำนาจพิเศษ” ตามมาตรา 44

“ประเทศไทย 4.0 ที่กำลังเดินไปตามการทิศทางพัฒนา สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ได้กลายมาเป็นคำอุปลักษณ์ที่ติดหูติดตาประชาชนมากที่สุด ด้วยภาษาและถ้อยคำใหม่ๆ เช่น นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรอุตสาหกรรม ที่ถูกนำมาใช้เพื่อปลุกปลอบ สร้างระบบปฏิบัติการให้สังคมยินยอมพร้อมใจเปล่ง “คำ” ดั่ง “นกแก้วนกขุนทอง”

รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกและอุตสาหกรรมข้ามชาติ โดยละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรม ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ แต่อย่างใด ดังสะท้อนจากการริเริ่มโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ นโยบายทวงคืนผืนป่า นโยบายประชารัฐ เป็นต้น

“เส้นทางสู่การเลือกตั้ง หรือ โรดแมป (Road Map) ที่ได้ประกาศต่อสาธารณชนมาอย่างต่อเนื่อง กลับไม่มีความแน่นอนมากนัก ในแง่ระยะเวลาที่นำไปสู่การจัดการเลือกตั้ง แต่มีความชัดเจนในแง่การใช้คำเป็นเกมภาษา (Language Game) เพื่อปักหลักรักษาพื้นที่อำนาจทางการเมือง บนฐานความชอบธรรมจากการทับถมซากปรักหักพัง โดยผู้ร้ายตลอดกาลอย่างนักเลือกตั้ง และการตั้งคำถามอันชาญฉลาด 4 ข้อ เชิญชวนประชาชนส่งความคิดเห็นยังศูนย์ดำรงธรรม เพื่อรวบรวมให้กระทรวงมหาดไทยส่งต่อให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตั้งคำถามแบบไม่ประสงค์คำตอบหรือมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ภายใต้ฐานคติ ความคิด ความเชื่อที่ฝังจำต่อนักการเมืองหรือนักเลือกตั้ง”รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าว

รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าวว่าที่สำคัญคือการดูแคลนประชาชน พลเมืองจะไม่สามารถใช้เจตจำนงได้อิสระเสรีและ เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองได้อย่างมีคุณภาพในพื้นที่และปริมณฑลทางการเมือง จึงเป็นความชอบธรรมที่จะเข้ามา “ยึดกลับคืน” ขณะถือไพ่เหนือกว่าของรัฐ-ชนชั้นนำ โดยที่เส้นทาง-ตารางเวลาหรือโรดแมป ที่กำหนดและเลื่อนเปลี่ยนไปมา ทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือในการ “สะกด” และ “ควบคุม” ให้ประชาชน “เชื่อ” และมี “ความหวังในความลวง”

“ภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารอย่างผิวเผิน แต่คืออำนาจในการสร้าง กำกับ ตอก ตรึง ควบคุม อำพราง ความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรู้ ความจริง โดยเฉพาะการปฏิบัติการและการโฆษณาทางการเมือง ด้วยวิธีการที่เรียกว่าการอุปลักษณ์ถ้อยคำจากการประกอบสร้างความคิดเชิงอุปลักษณ์ ที่มีความหลากวิธีการมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ บทเพลง บทกวี ภาพยนตร์บันเทิง วาไรตี้”

รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าวว่าการมุ่งสร้างอุปลักษณ์ทางการเมือง แม้จะเป็นการ “รุก” กรุยทาง-สร้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ การละเมิดสิทธิ บิดประชาธิปไตย และประชาชนให้อยู่ในปกครองแบบกระชับ กำกับแน่น ด้วยกฎหมายอันชอบ-มิชอบ ในทางกลับกันประชาชน พลเมือง ก็ไม่ได้นิ่งงันหรือยอมจำนนโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่จะมีปฏิบัติการ สร้างการเคลื่อนไหวตอบโต้ด้วยการสร้างชุดคำและการประกอบสร้างความคิดอุปลักษณ์ เพื่อขจัดความแย้งย้อนด้วยไปพร้อมกัน

“Thailand 4.0 อันเกิดจากการมุ่งสร้างอุปลักษณ์ทางการเมืองจะถูกบันทึกไว้ และประชาชนก็พร้อมที่จะรื้อค้น ถอดถอน นำกลับมาตรวจสอบ โต้ตอบ และเทียบเคียง กับพฤติกรรมและการปฏิบัติของผู้สร้างอุปลักษณ์ได้อย่างทันท่วงที และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆอีกไป จึงสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งและการเผชิญหน้ารอบใหม่ในอนาคตอันใกล้”รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าว

รศ.ดร.ณฐพงศ์กล่าวว่าข้อเสนอและทางออกจึงอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ประชาชน พลเมือง และกลุ่มองค์กรในสังคม มีสิทธิ เสรีภาพ ในการปฏิบัติการสร้างคำ-ความคิดเชิงอุปลักษณ์ ได้อย่างอิสระ เสรี มีหลักประกันคุ้มครอง ปกป้องที่เพียงพอ ปราศจากการละเมิดต่อผู้ปรารถนา “ร่วมสร้าง” อนาคตประเทศไทย และแสดงออกบนหลักการพื้นฐานและสิทธิมนุษยชนสากล ที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้ “การเลือกตั้ง” ในฐานะคำอุปลักษณ์และความคิดเชิงอุปลักษณ์ที่ถึงพร้อมการยอมรับของอารยะสังคม “กลับคืน” สังคมไทยโดยเร็วที่สุด