เเหล่งข่าวมือกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยขั้นตอนกฎหมายกรณีที่มีการอายัดบัญชีธนาคาร ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ตามที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งทางปกครองให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้เงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว ตามมติของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง นั้น การที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองเป็นไปตามสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการ ที่บัญญัติให้สิทธิคู่กรณีในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครอง ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 48 และเมื่อมีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้ชดใช้เงินค่าเสียหายแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังมีสิทธิในการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองขอให้ทุเลาการบังคับคดีตามคำสั่งทางปกครองได้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539มาตรา 57 จะบัญญัติให้คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า7 วัน ถ้ายังไม่มีการชดใช้เงินตามคำเตือน ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วนก็ตาม ก็ควรที่จะรอให้มีความชัดเจนจากศาลปกครองเก่อนว่าจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีหรือไม่ เพราะถ้าหากยึดและอายัดทรัพย์สินไปก่อนตามที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 57 ให้อำนาจไว้ ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมีอำนาจกระทำได้ แต่ถ้าต่อมาภายหลังศาลปกครองเห็นชอบสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ก็อาจจะมีกรณีที่ต้องรคืนทรัพย์สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ทำการยึดและอายัดมาแล้ว ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาตามมาในประเด็นของความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างการยึดและอายัดทรัพย์สิน ความถูกต้องของจำนวนทรัพย์สินที่ยึดและอายัดและที่จะต้องคืนไป เป็นต้น
เเหล่งข่าวมือกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่านอกจากนี้ หากศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งและคำพิพากษาออกมาแล้วก็ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด คู่กรณีในคดีก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาไปยังศาลปกครองสูงสุดได้ ดังนั้น การจะดำเนินมาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 57 ดังกล่าว จึงควรที่จะรอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดเสียก่อนเพื่อไม่ก่อความเสียหายแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ที่หน่วยงานรัฐผู้เสียหายออกคำสั่งทางปกครองให้เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำละเมิดชดใช้เงินค่าเสียหาย และเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำละเมิดได้อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองให้ชดใช้เงินไปยังศาลปกครอง ถึงแม้ว่าศาลปกครองจะไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี และเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำละเมิดก็ไม่ยอมชดใช้เงินค่าเสียหายภายในระยะเวลาที่กำหนดก็ตาม หน่วยงานรัฐผู้เสียหายก็จะยังไม่ดำเนินการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 57 ด้วยการยึดและอายัดทรัพย์สิน โดยเลือกที่จะรอให้ศาลปกครองมีคำวินิจฉัยในคดีให้เป็นที่สุดเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานรัฐต้องรับผิดหากมีความเสียหายเกิดขึ้น จากการที่ศาลปกครองมีคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างอื่นในภายหลังว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้กระทำละเมิดหรือกระทำละเมิดน้อยกว่าจำนวนเงินตามที่ระบุไว้ในคำสั่งให้ชดใช้เงิน
ซึ่งในเรื่องนี้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้เคยวินิจฉัยไว้ในเรื่องเสร็จที่ 173/2551ว่า หน่วยงานของรัฐที่เสียหายอาจพิจารณาใช้ดุลพินิจรอการดำเนินมาตรการบังคับทางปกครองโดยวิธีการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของบุคคลผู้กระทำผิดทางละเมิดไว้จนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องระมัดระวังมิให้ล่วงเลยระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐออกคำสั่งให้บุคคลผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

