“คณิน” สับร่าง กม.วิธีพิจารณาคดีอาญานักการเมือง ชี้กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์-ขัดหลักนิติธรรม
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร.ปี 40 กล่าวถึงข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ….ที่ผ่านความเห็นชอบของ สนช.ว่า 1.ผู้ใช้อำนาจตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประธานศาลฎีกา องค์คณะผู้พิพากษา ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือแม้แต่คณะกรรมการไต่สวนอิสระ และอัยการสูงสุดทั้งหมด ล้วนมีที่มาซึ่งไม่ยึดโยง รับผิดชอบ และถูกตรวจสอบโดยรัฐสภาหรือประชาชนเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่มีหลักประกันว่ากระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.ทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้บังคับ จะมีผลทำให้บรรดาอาชญากรทั่วไป ข้าราชการทุจริตฉ้อฉล รวมทั้งนักธุรกิจที่ฉ้อโกงรัฐและฉ้อโกงประชาชนซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีอาญาร้ายแรง ได้รับความคุ้มครองมิให้ศาลนำมาตรการพิเศษตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย การไม่จำกัดอายุความ และการใช้บังคับย้อนหลังแก่คดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ก่อนวันที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับแก่คดีของตน ด้วยเหตุเพียงเพราะว่าบรรดาจำเลยในคดีอาญาร้ายแรงเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงเป็นบุคคลประเภทเดียวที่จะได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจากการใช้บังคับของร่างฯนี้ ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคสาม ที่บัญญัติห้ามมิให้เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่อง “สถานะของบุคคล” อย่างชัดเจน
นายคณินกล่าวอีกว่า 3.ตามเงื่อนไขที่บัญญัติในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ 1.ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม 2.ต้องไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และ 3.ต้องไม่กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล แต่เมื่อพิจารณาจากมาตรการพิเศษต่างๆ ที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย การไม่จำกัดอายุความ และการใช้บังคับย้อนหลังแล้ว วิญญูชนที่มีจิตใจเป็นธรรมย่อมรู้ได้ว่าเป็นการตรากฎหมายจำกัดสิทธิที่ผิดเงื่อนไขทั้งสามข้อดังกล่าวอย่างชัดเจน และ 4.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1.ที่มาของกฎหมายมิได้มาจากการยกร่างจัดทำโดยประชาชน หรือสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 2.องค์กรผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ (โดยเฉพาะ ป.ป.ช. และศาลฎีกา) มิได้มีที่มาหรือได้รับความเห็นชอบในการแต่งตั้งจากสภาที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน และ 3.เป็นกฎหมายที่กำหนดวิธีพิจารณาพิพากษาโดยมุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่คดีที่มีข้อหาฐานใดฐานหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเกิดจากกระบวนการร่างที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “รัฐสภาต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม” อย่างชัดเจนเช่นกัน

