‘ประวิตร’ปธ.เปิดงาน NBTC Expo-ประธาน กสทช. เผยไทยเสี่ยงถูกโจมตีทางไซเบอร์

3.08.17 | 12:35 น.

‘ประวิตร’ ปธ.เปิดงาน “NBTC Expo Thailand 2017 (NET 2017)” ด้านประธาน กสทช.เผยไทยเสี่ยงถูกโจมตีทางไซเบอร์

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงาน “NBTC Expo Thailand 2017 (NET 2017)” ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) จัดขึ้นเนื่องในงานวันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2560

โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นายทหารระดับสูง พร้อมด้วย พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. ตลอดจนตัวแทนหน่วยงานด้านความมั่นคงกว่า 200 คน ร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นอกจากนี้ได้เชิญนายริชาร์ด เอ. คลาก (Richard A.Clarke) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cyber Security และที่ปรึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐมาหลายคน และเคยเข้าร่วมแก้ไขวิกฤตหลังจากเหตุสโนเดน มาบรรยายพิเศษด้วย

โดย พล.อ.ประวิตรกล่าวเปิดงานว่า ทุกคนทราบดีว่าปัจจุบันมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสงคราม ที่เรียกว่าสงครามไซเบอร์ ที่หน่วยงานความมั่นคงทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้ความสำคัญ เพราะสร้างผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้เข้าร่วมการสัมมนาซึ่งเป็นผู้บริหารด้านความมั่นคงระดับสูงจะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์เตรียมพร้อมรับมือสงครามไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

Advertisement

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช.กล่าวว่า ที่ผ่านมาโลกให้ความสนใจเกี่ยวกับการระบาดของมัลแวร์ Petya ที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศยูเครน ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐ รัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ ก็ใช้มัลแวร์ในการโจมตีโครงสร้างประเทศฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน การดำเนินการในลักษณะนี้นับวันจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในรูปแบบสงครามที่ไม่มีการประกาศ ดังนั้นหลายประเทศจึงได้เตรียมหน่วยงานรับมือกับหน่วยงานด้านภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นนี้ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เช่นสหรัฐได้มอบหมายให้ national security agency กระทรวงกลาโหม กระทรวงป้องกันมาตุภูมิ ร่วมกันรับผิดชอบ โดยปี 2009 มีการตั้ง cyber command เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ อียู สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็มีหน่วยงานในลักษณะดังกล่าวเป็นหน่วยงานระดับชาติที่ตั้งขึ้นมา ทำหน้าที่บริหารและจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ โดยมีผู้นำสูงสุดของประเทศเป็นผู้บังคับบัญชา

พล.อ.อ.ธเรศกล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้อินเตอร์เน็ตของภาคประชาชนได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากสถิติของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจโทรคมนาคมของ กสทช. ในปีที่แล้วพบว่ามีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือกว่า 113 ล้านหมายเลข การเติบโตที่รวดเร็วขนาดนี้ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยคุกคามด้านไซเบอร์เพิ่มขึ้นมาเป็นเงาตามตัว จากการที่เราดูจากการประเมินความเสี่ยงจากหน่วยงานต่างประเทศ เช่น เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ได้ประเมินความพร้อมในการรับมือกับไซเบอร์ จะเห็นว่ามาเลเซียมีความพร้อมในการรับมือที่สูงมาก ทางด้านสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ITU) พบว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ค่อนข้างสูง คืออยู่ในลำดับที่ 15 ของโลกจาก 165 ประเทศ ตามหลังอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย

“การจัดลำดับความเสี่ยงจะดูที่มาตรการใน 5 ด้าน เช่น ในด้านกฎหมาย คณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัย พ.ศ…. อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในร่าง พ.ร.บ.ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(กภช.) เสนอให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นหน่วยงานที่กำหนดนโยบาย ถ้ากฎหมายนี้ออกมาจะมีหน่วยงานที่สั่งการหน่วยงานราชการ และเอกชนให้กระทำ หรือยุติการกระทำต่างๆ เมื่อเกิดเหตุภัยคุกคามด้านไซเบอร์” พล.อ.อ.ธเรศกล่าว

ประธาน กสทช.กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดโครงสร้างองค์กรก็ต้องรอดูกฎหมายที่จะออกมาก่อน คิดว่าระดับปฏิบัติเราเองอาจจะต้องมีเช่นเดียวกับที่สหรัฐ ในลักษณะของ Cyber command ในแง่ความมั่นคงอาจรวมกันระหว่าง 3 เหล่าทัพ สำหรับด้านเทคนิคกับการพัฒนาบุคลากรนั้น เหล่าทัพก็เริ่มมีการสร้าง Cyber warrior หรือนักรบไซเบอร์กันบ้างแล้ว แต่หลักการแล้วการปฏิบัติการเชิงรุกง่ายมาก แต่ที่สำคัญคือด้านการป้องกัน ส่วนความร่วมมือก็ได้ดำเนินการมากับหลายประเทศ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ รัสเซีย อย่างไรก็ตามจากการประเมินทั้ง 5 ด้าน ITU ประเมินว่าเรายังอยู่ในประเทศที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ต้องปรับปรุง