มติพธม.ตั้งทีม”วีระ”เป็นหน.ตามป.ป.ช.อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา อ้างผลคดีขัดศาลปกครอง-ป.ป.ช.-กสม.

4.08.17 | 14:02 น.

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่บ้านพระอาทิตย์ บางลำภู กทม. อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) รุ่น1-2 ร่วมประชุมกันเพื่อหาข้อสรุปจุดยืนพธม.กับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกี่ยวกับคดีการสลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนที่รอทำข่าวจำนวนมากเข้าร่วมสังเกตการณ์ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ต่อมา

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ หนึ่งในอดีตแกนนำ อ่านคำแถลงการณ์ฉบับที่1/2560 ว่าจากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกันสลายการชุมนุมและไม่รระงับยับยั้งเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,83 ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยสรุปว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และจำเลยทั้ง4 ไม่ได้มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายแก่กายและเสียชีวิต จำเลยทั้ง4 จึงไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

นายปานเทพ กล่าวอีกว่า อดีตแกนนำพธม. ผู้เสียหาย และประจักษ์พยาน ผู้เกี่ยวข้อง จึงมาประชุมกันและมีมติว่า ทั้งหมดเคารพต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นว่ามีความคาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหลายประการ จึงมีความเห็นว่าคดีนี้สมควรต้องอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาต่อไป เพราะเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง มติของ ป.ป.ช. และมติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ได้มีคำวินิจฉัยในกรณีดังกล่าวแล้วว่า การชุมนุมของประชาชนเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มิได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง ในขณะที่การสลายการชุมนุมไม่ได้ปฎิบัติตามหลักมาตราฐานสากล เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการนำอาวุธและวัตถุระเบิดมาใช้ในการสลายการชุมนุมเป็นจำนวนมาก มิได้ปฎิบัติจากเบาไปหาหนัก มิได้ปฎิบัติตามแปนกรกฎ 48 แต่อย่างใด อีกทั้งการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงได้เกิดขึ้นตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แม้ว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว หรือแม้แต่สมาชิกรัฐสภาได้เดินทางออกจากรัฐสภาแล้ว ซึ่งขัดแย้งกับข้อกล่าวอ้างว่าต้องสลายการชุมนุมด้วยวิธีการดังกล่าวเพราะผู้ชุมนุมขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ ซึ่งทั้งสาม องค์กรดังกล่าวได้ชี้ว่าจำเลยมีความผิดฐานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จงใจกระทำละเมิดต่อผู้ชุมนุม

นายปานเทพ กล่าวว่า ที่ประชุมแกนนำมีมติเห็นควรตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามการดำเนินคดีนี้ของ ป.ป.ช. สภาทนายความ และทนายความ เพื่อให้การดำเนินการอุทรณ์ได้นำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ เพื่อความเป็นธรรมของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและล้มตาย จากการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยมอบหมายให้นายวีระ สมความคิด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน นายประพันธุ์ คูณมี นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นคณะทำงานในกรณี

นายปานเทพ กล่าวอีกว่าหากการดำเนินการตามที่มติในที่ประชุมทั้งหมดมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่พี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว พธม.จะดำเนินการในทุกช่องทาง ทางกฎหมายทุกวิถีทางเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่พี่น้องประชาชนจนถึงที่สุด พร้อมมอบหมายให้นายวีระ และคณะในฐานะผู้ยื่นคำร้องเดิมต่อ ป.ป.ช.เดินทางร่วมกับผู้เสียหายและพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใยในคดีดังกล่าว ไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม เวลา 10.00 น.ด้วย

Advertisement

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ ทนายพธม.ไม่มีโอกาสได้ซักค้านในคดีความนี้เลย เพราะเป็นคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องโดยผ่านสภาทนายความ ซึ่งก็ได้มอบหมายทนายความที่ไม่ได้มีความคุ้นเคยหรือใกล้ชิดกับทางพันธมิตรฯ โดยตรง ดังนั้นการที่จะมีโอกาสซักค้าน หรือประเด็นข้อสงสัย จึงมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งความผูกพัน ความเข้าใจ พยานหลักฐานที่มีอยู่ในมือของทนายพันธมิตรฯ ก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะสู้ตามขั้นตอนปกติที่ควรจะต้องเป็น เพราะว่าโจทก์ฟ้องคือ ป.ป.ช.เพราะฉะนั้น ข้อสงสัยต่างๆ ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันกับคำพิพากษาศาลปกครองกลางก็ดี หรือศาลต่างๆ ที่พิพากษาในพฤติการณ์ของพธม. รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ความขัดแย้งเหล่านี้เพียงเพราะว่าเราไม่ได้มีโอกาสต่อสู้โต้แย้งในชั้นศาลตามขั้นตอนปกติ จึงต้องไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ในขณะเดียวกันก็ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามการดำเนินการของทุกองค์กรที่ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ว่าทำด้วยขั้นตอนอย่างไร และมีจุดที่ต้องท้วงติงอย่างไร

ด้านนายประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า เคยเป็นทนายในคดีที่อัยการฟ้องแกนนำและผู้ชุมนุมในข้อหาก่อการจราจลวุ่นวายหน้ารัฐสภารวม 21 คน โดยโจทก์ได้นำ ส.ส.ในสภาเป็นพยานมา ซึ่งนายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เป็นพยานปากเดียวที่เบิกความในทำนองผู้ชุมนุมตะโกนว่าฆ่ามัน แต่ไม่มีปรากฏในเทปบันทึกเสียงระหว่างการชุมนุม จึงเห็นว่าไม่มีเหตุอะไรที่จะนำมาวินิจฉัยในศาลได้เลยสำหรับคดีนี้ และข้อเท็จจริงก็ไม่มีอยู่ในสำนวน แต่ได้ยินเสียงมาจากตำรวจ เอามันให้ตายอยู่ได้อยู่ไป