กรณีเหตุการณ์นิสิตกลุ่มหนึ่งประท้วงระหว่างพิธีถวายสัตย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทั่งมีอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งไม่พอใจ เข้าไปล็อกคอและด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย เหตุเกิดที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น
วันนี้ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กแสดงความเห็นกรณีดังกล่าว โดยมองว่าเป็นความผิดของ นายเนติวิทย์ โชติภัทธไพศาล ประธานสภานิสิตจุฬาฯ ที่มีเจตนาป่วนงาน รวมถึงเป็นความผิดพลาดของฝ่ายกิจการนิสิตผู้จัด รวมถึงอาจารย์ที่เข้าไปทำร้ายด้วย โดยกล่าวช่วงหนึ่งระบุว่า
“ปีนี้ การจัดงานถวายสัตย์ ชัดเจนว่ามีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อน และค่อนข้างไปในแนวทางที่เนเน่ (เนติวิทย์) เรียกร้อง นั่นคือ ไม่ได้มีการหมอบกราบลงไปกับพื้นแล้ว (เน้น) แต่เป็นการถวายบังคมเท่านั้น คือ นั่งคุกเข่าบนส้นเท้า พนมมือ และยกมือขึ้นจรดหน้าผาก กิจกรรมนี้ ไม่ได้เป็นการบังคับให้นิสิตปี 1 ทุกคนต้องเข้าแต่อย่างไร สามารถเลือกที่จะไม่เข้าก็ได้ หรือถ้าอยากจะเข้าร่วมโดยอยู่ในเต้นท์ด้านข้างที่เสริมเข้ามาทั้ง 2 ข้างก็ทำได้ (เหมาะกับคนที่นับถือบางศาสนา ที่ไม่สะดวกใจในการทำพิธีเช่นนี้) .. ในมุมของทางจุฬาฯ บอกด้วยว่า จะมีจัดรอบต่างหากให้กับคนที่อยากทำความเคารพด้วยการถวายคำนับ (ยืน) แต่ผมไม่คอนเฟิร์มเพราะไม่มีขั้นตอนนี้เกิดขึ้น ไทม์ไลน์ของเรื่องนี้ ดูจากจังหวะที่ฝนจะตก นั่นคือ ตามกำหนดการเดิมจะต้องมีการซ้อมก่อน 3 รอบ ถึงจะทำพิธีจริง แต่เนื่องจากบรรยากาศฝนตั้งเค้ามาแต่วัน ทำให้พิธีถูกกระชับเข้ามา และดำเนินพิธีจริงอย่างรวดเร็ว “ก่อนฝนจะตกหนัก” ดูจากรูปประกอบ จะเห็นได้ชัดว่านิสิตปี 1 ได้ทำการถวายบังคมเสร็จตั้งแต่ฝนยังตกปรอยๆ แค่นั้น ยังไม่ใช่ช่วงฝนกระหน่ำหลังจากนั้น … จะเห็นด้วยว่า มีการดำเนินกิจกรรมไปตามแผนฝนตกที่วางไว้ (ดูข้อสังเกตเรื่องแผนฝนตกนี้ ด้านล่าง) คือ ถ้าฝนปรอย ก็ให้ดำเนินต่อไป ถ้าฝนเริ่มลงเม็ด ให้แจกเสื้อฝน ถ้าฝนตกเม็ดใหญ่แล้ว ให้น้องใส่เสื้อฝน”
อาจารย์เจษฎา ระบุต่อว่า เสื้อฝน มีการแจกจ่ายได้ค่อนข้างทั่ว แม้จะไม่ครบทุกคนก็ตาม ซึ่งเป็นเสื้อฝนจริงๆ ไม่ใช่แค่แผ่นพลาสติกอะไร .. ขณะที่คณาจารย์ รวมถึงรุ่นพี่ด้านข้างนั้น แทบจะไม่ได้มีใครเตรียมร่มอะไรไป ส่วนใหญ่จะเปียกฝนกันทั่วหน้า จังหวะที่เนเน่และพวก ลุกขึ้นจากที่ของตน (เข้าร่วมอย่างเป็นทางการในฐานะสภานิสิตจุฬาฯ) เป็นช่วงหลังจากสัญญาณฆ้องครั้งสุดท้ายแล้ว หรือพูดง่ายๆ คือเสร็จพิธีแล้ว แต่ตามแผนเดิมของเนเน่และพวกนั้น ตั้งใจจะลุกออกตั้งแต่ตอนเสร็จการซ้อมรอบที่ 3 (ซึ่งก็คือ ระหว่างพิธีการทั้งหมด) เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าคล้ายกับที่ลุกออกในปีที่แล้ว (แต่ปีก่อนนั้น เป็นในนามนิสิตปี 1 มาร่วมงาน ไม่ใช่ในนามตัวแทนองค์กรสำคัญเช่นนี้) … แต่เนื่องจากกำหนดการเปลี่ยนหมด ทางกลุ่มจึงเปลี่ยนเป็นนัดกันที่จะลุกออกตอนสัญญาณฆ้องสุดท้าย ดังที่เห็น เมื่อเนเน่และพวกลุกออก แทนที่จะเดินออกด้านข้าง ไปยังเต็นท์ด้านข้างริมขอบสนามเพื่อกลับบ้านหรือกลับตึกจุลฯ แต่กลับเดินตัดเข้ามาด้านหน้าของพิธี ไปยังพระรูปสองรัชกาล ซึ่งรวมถึงคณาจารย์ผู้บริหารและสื่อมวลชนยืนอยู่ด้านนั้น … อันนี้จึงชัดเจนว่า ต้องการประท้วง หรือพูดง่ายๆ ว่า ป่วนการจัดงาน และต้องการให้เป็นข่าว
อาจารย์เจษฎา กล่าวต่อว่า ตรงนี้ผมขอเสนอความเห็นว่า “เนเน่ผิด ที่เล่นเกมส์ป่วนงานจุฬาฯ” จังหวะที่เนเน่และพวก เดินผ่านหน้าคณาจารย์นั้น ปรากฏว่า อาจารย์ชายท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายกิจการนิสิต ได้เข้ามาดึงตัวนิสิตกลุ่มดังกล่าว ซึ่งคนที่โดนดึงและล็อคคอตามภาพที่ปรากฏคือ รองประธานสภานิสิต ส่วนเนเน่และคนอื่นๆ แยกย้ายกันออกไปอย่างรวดเร็ว … ตามมาด้วยเรื่องการกล่าวคำไม่สุภาพของอาจารย์ท่านนั้น รวมทั้งการขอโทรศัพท์มือถือของสื่อโดยอาจารย์หญิงอีกท่านหนึ่ง ดังปรากฏในคลิปที่เห็นกัน สังเกตว่า มีภาพถ่ายจากตรงบริเวณนั้นเผยแพร่อย่างรวดเร็ว ซึ่งน่าจะเป็นเพื่อนหรือทีมของเนเน่ที่รอถ่ายภาพตรงนั้น และน่าจะคาดหวังเพียงแค่เป็นภาพเนเน่และพวก เดินออกไปผ่านหน้าคณาจารย์ … แต่กลับแจ็กพ็อต ได้เป็นภาพล็อกคอแทน ตรงนี้ผมขอเสนอความเห็นว่า “จุฬาฯ พลาดที่ตามเกมส์ป่วนของเนเน่ไม่ทัน” ด้วยความที่ผมไม่รู้ว่าทีมงานคณาจารย์ได้วางแผนรับมืออะไรกันไว้ล่วงหน้าบ้าง แต่น่าจะเดากันล่วงหน้าได้ไม่ยากนี้ว่าเนเน่ต้องลุกออกเหมือนปีก่อนแน่ๆ … คือ ถ้าไม่วางแผนรับมือไปเลย (อย่างที่อ้างกันว่า “ได้ตกลงกันแล้ว”) ก็พลาดแล้วล่ะที่ไว้ใจ “นักรณรงค์” อย่างเนเน่เกินไป … แต่ถ้าวางแผนว่า ให้เข้าไปล็อกตัว นี่ยัง “พลาด” หนักเข้าไปอีก เพราะสื่อมวลชนอยู่เพียบ เข้าทางเค้าแน่ๆ
อาจารย์ เจษฎา ระบุว่า แน่นอนว่า ที่ผมบอกว่าจุฬาฯ พลาดนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาจารย์ท่านนั้น “ผิด” จริงๆ ที่ทำกริยาและพูดไม่สุภาพเช่นนั้น แม้ว่าจริงๆ ผมจะค่อนข้างคุ้นเคยกับท่าน แต่ก็ไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยควรจะเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ แม้ว่าท่านจะเจตนาดีต่อจุฬาฯ ก็ตาม แต่สำหรับใครที่คิดว่าอาจารย์ท่านสำออย แกล้งเข้าโรงพยาบาล อันนี้ขอบอกเลยว่า ท่านมีโรคประจำตัวเช่นนี้ คือ เกิดอาการ hyperventilation เมื่อเครียด มานานมากตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว แม้จะดูตัวใหญ่ก็ตาม แต่เวลาเป็นที ก็อันตรายมากนะ หลังจากจังหวะนั้นผ่านไป ฝนก็ตกกระหน่ำอย่างหนักแบบเป็นพายุเลย ซึ่งจะเห็นได้จากคลิปว่ามีการประกาศให้นิสิตทุกคนแยกย้ายได้โดยทันที คณาจารย์และรุ่นพี่ส่วนใหญ่จะเปียกโชกหมด ส่วนน้องๆ คนที่มีเสื้อฝนก็รอดไป เรื่องหลักๆ ก็มีอยู่เท่านั้น … แต่อยากจะขอตำหนิเรื่อง “แผนฝนตก” ว่าใครเป็นคนคิดเนี่ย แย่มากๆๆ … สมัยผมทำกิจกรรมเนี่ย เราห่วงใยสุขภาพของน้องๆ มาก พอฝนเริ่มตก ก็ต้องไลน์น้องออกจากพื้นที่แล้ว ไม่ใช่บอกว่าพายุเข้าแล้วค่อยออก (สมัยก่อน ไม่มีตังค์แจกเสื้อกันฝนเหมือนตอนนี้ด้วย .. ซึ่งก็ควรจะแจกเลยตั้งแต่ปรอยๆ ไม่ใช่รอให้ลงเม็ดแล้วค่อยแจกตามแผนนี้) .. นี่น้องจะมีสอบวัดถัดมาด้วย ถ้าใครป่วยแม้แต่คนเดียว คะแนนไม่ดีหรือขาดสอบ บาปกรรมตกกับคนจัดงานทั้งหมดนะ
อาจารย์เจษฎา กล่าวต่อว่า เคยให้ข้อมูลไปแล้วว่า งานนี้มันไม่ได้เก่าแก่อะไรมาก แค่ 20 ปี จึงควรจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทของยุคสมัย อย่างเมื่อก่อน จัดงานตอนเดือนพฤษภา ฝนมันยังไม่มา ก็ไม่ต้องห่่วงมาก แต่เดี๋ยวนี้จัดเดือนกรกฏา เสี่ยงฝนตกสูงมากๆ ควรจะพิจารณาปรับเปลี่ยนได้แล้ว ไม่ใช่เอาแต่จะให้งานมันสวย เอาใจผู้บริหาร ถ้าเป็นผม ผมจะย้ายทั้งหมดไปจัดที่อาคารสนามกีฬาในร่ม ฝั่งครุฯ ซึ่งน่าจะจุน้องทั้งหมดได้ และทำพิธีการได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวเปียกหรือแม้แต่กลัวเสือผ้าเลอะ (น้องผุ้ชายใส่ชุดขาวนี่ น่าสงสารมากๆๆ) อย่าไปคิดมากแบบจุล้า จุฬา ว่าต้องหน้าพระรูปเท่านั้นถึงจะขลัง ถ่้าจัดดีๆ จัดที่ไหน มันก็ขลังได้ สำหรับเนเน่ แม้ว่าใครๆ ก็รู้ว่าผมเป็นฝ่ายสนับสนุนเค้า แต่งานนี้ (รวมทั้งงานปีก่อนด้วย) ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเรานะ …และที่เราต้องคำนึงให้มาก คือ ปีนี้ เรามีตำแหน่งอันทรงเกียรติคือประธานสภานิสิตอยู่ด้วย จะทำอะไร ควรคิดถึงชื่อเสียงระยะยาวขององค์กรด้วย สิ่งที่ผมสงสัยคือ สิ่งที่ทำไปทั้งหมดนั้นเป็นมติของสภาฯ มาก่อนหรือเปล่า (เช่น มีมติว่า ถ้างานไม่ออกมาดังใจ จะลุกออก) ถ้าไม่เคยมีมติ และถ้าผมเป็นสมาชิกสภาฯ อยู่ ผมจะขอใช้สิทธิตั้งกระทู้ถาม ไปจนถึงขอตั้งอนุกรรมการสอบเรื่องนี้ และถ้าพบว่าทำให้สภาฯเสียหาย ผมจะใช้สิทธิขอถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ ด้วย
ความเห็นอีกด้านหนึ่ง นายศุภลักษณ์ บำรุงกิจ นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ รองประธานสภานิสิตฯ ซึ่งเป็นนิสิตที่ถูกอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ เดินเข้าไปล็อกคอนั้น ได้โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กชี้ แจงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุช่วงหนึ่งว่า ผมปลอดภัยดีนะครับ ไม่มีปัญหา อาจารย์แกเข้าชาร์จค่อนข้างแรงอยู่ แต่ตอนนั้นไม่ค่อยรู้สึกอะไร ตกใจ มึนๆ และไม่อยากให้ใครสงสารเพราะถูกล็อคคอ เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น ถ้าเรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น ผมอาจจะเป็นตัวร้ายไปเลยก็ได้ มีหลายประเด็นด้วยกัญ หวังว่าคงจะยังไม่สาย อย่างแรก ผม”ผิดหวัง”กับอาจารย์บัญชา รองอธิการบดีมากๆ เราคุยกันในเรื่องนี้ เรื่องการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ไม่ต้องการถวายบังคม (ปกติงานจะใช้ชื่อว่า พื้นที่สำหรับผู้มีข้อห้ามทางศาสนา) การตรวจสกรีนสีผม เครื่องประดับต่างๆ ตั้งแต่ตอนได้ตำแหน่งใหม่ๆแล้ว และประธานสภาก็คุยกับเขาอีกหลายครั้ง ครั้งล่าสุดคำตอบเขาก็บอกแบบเดิมว่าทำได้ ผมถึงประกาศในเฟสบุคไปแบบนั้น แต่แล้ว กลับมาเปลี่ยนทีหลัง ไม่มีพื้นที่ให้คนที่ไม่ต้องการถวายบังคม (ย้ำอีกที ไม่ใช่เพราะศาสนา) มีการสกรีนคนเข้างาน ผมสี ใส่เครื่องประดับเข้าไม่ได้ แถมอ.ไปยืนยันกับคนอีกกลุ่มว่าสิ่งที่ผมพูด ไม่เป็นความจริง ถ้าไม่จริงแต่แรก ผมจะโกหกทำไมเหรอครับ ผมโกหกแล้วได้อะไร คนเข้าใจผิด เสียเครดิตตัวเองและองค์กรเปล่าๆ นี่คุยกันหลายครั้งจนมั่นใจแล้ว จึงโพสต์ไปแบบนั้น ที่เว็บจุฬาฯแถลงว่า”ไม่เคารพข้อตกลงที่มีร่วมกัน”นี่ใครกันแน่ครับ ซึ่งก็มีรุ่นพี่และเพื่อนๆหลายคนมาบอก ว่าเคยโดนกลับคำแบบนี้เช่นกัน แล้วก็ขอโทษที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าย้อมผมได้ครับ
นายศุภลักษณ์ กล่าวต่อว่า เรื่องแผนฝนตก แบ่งออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน (ดูภาพประกอบ) ซึ่งต้องระดับพายุเข้าเท่านั้นถึงให้พาน้องออกได้ ผมว่าแย่ (ไม่นับที่สภาไปเจรจานะ) ฝนตั้งเค้านานแล้ว ควรจะแจกเสื้อกันฝนแต่แรก ไม่ใช่เพิ่งมาแจกฝนลงเม็ดแล้วและก็ได้ไม่ครบทุกคน (แต่ก็ชื่นชมผู้ปฏิบัติงานครับ) มีนิสิตผู้ปฏิบัติงานบอกว่า ผู้จัดอยากได้ภาพ CU 101 จึงให้นิสิตตากฝนอยู่ในงานต่อ ส่วนในวันรุ่งขึ้น นิสิตปี1 มีสอบ CU-TEP และอีก3วันถัดมามีรับน้องก้าวใหม่ งานใหญ่ของปี1เช่นกัน ตอนจบพิธีกรพูดว่า “เท่านี้น้องๆก็ได้เป็นนิสิตจุฬาอย่างเต็มตัวแล้ว” แล้วผู้ที่ไม่เข้าร่วมพิธี โดยเฉพาะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม ไม่ใช่นิสิตจุฬาเต็มตัวงั้นเหรอครับ (ไม่ได้โทษพิธีกรนะ โทษสคริปต์งาน) ที่ผมใส่ชุดนิสิต ไม่ได้ใส่ชุดราชปะแตน เป็นเพราะต้องการแสดงความเท่าเทียมระหว่างอบจ.และสภานิสิต เนื่องจากสภานิสิตมีมติไม่อนุมัติ”โครงทำความสะอาดชุดราชปะแตน”ของอบจ. (แต่ก็ยังมีชุดราชปะแตนใส่อยู่เพราะอบจ.ไปให้กองกิจการนิสิตผ่านข้ามหัวสภานิสิต) และการใส่ชุดนิสิตปกติไปร่วมพิธีนั้นเป็นการป่วนพิธีตรงไหน? ส่วนประธานสภานิสิตได้เช่าชุดราชปะแตนจากข้างนอกมาเองครับ ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นได้เลยนะ
นายศุภลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอตอบโพสต์ของนิสิตอักษรท่านนึงที่บอกว่าสภานิสิตจัดฉากอยากดังนะครับ(และด่าผมเยอะ) 1.”มีนักข่าวปลอมตัวเป็นผู้ปกครองมาป้วนเปี้ยนแถวนี้” สื่อเข้ามาทำข่าวพิธีถวายสัตย์ทุกปีอยุ่แล้วนี่ มาหลายสำนัก เข้ามาอย่างเปิดเผย ทำไมต้องปลอมเป็นผู้ปกครองด้วยนั่น 2.”นิสิตคนนั้นทำยืนนิ่งๆ ไม่สู้ เพื่อจะได้เป็นผู้เสียหายที่แท้จริง และได้ปั่นให้อ.หลุด” อ้าววว งงครับบบ ผมจะสู้ทำไมอะ เขาเข้ามาทำร้ายผม แล้วผมต้องโต้ตอบเขาเหรอครับ ต่อให้ผมโต้ตอบ ผมต้องโต้ตอบเขายังไงเหรอ ตัวใหญ่ขนาดนั้น ให้ผมวิ่งไป side headlock เขาคืนเหมือนที่เขาทำกับผมว่างั้น แล้วการที่ผมยืนนิ่งๆกับโต้ตอบเนี่ยย อะไรจะทำให้อ.หลุดกว่ากันเหรอ อีกอย่างที่ผมยืนงงก็เพราะคุณมาด่าผมนี่แหละ คุณเป็นใครวะ มาขึ้นใส่ผมเฉ๊ย ผมไม่อยากมีเรื่องก็เดินจากไป(แบบหล่อๆ) ไม่ถูกตรงไหนเหรอครับ 3.ป่วนพิธี? ตรงนี้อาจจะสำคัญที่สุด ชี้แจงเลย ตอนที่ผมและเพื่อนๆเดินออกไปโค้งคำนับพระบรมรูปซึ่งเป็นการแสดงความเคารพตามพระราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ ๕ นั้น เป็นไปอย่างสันติวิธี นิสิตใหม่ถวายบังคมครบแล้วและบางส่วนก็ลุกหนีฝนออกจากพิธีแล้ว (ไปเทียบเวลาจากคลิปที่ผมถูกลากคอออกมาได้เลย) พิธีกรก็ประกาศแยกย้ายแล้วด้วย เป็นการป่วนพิธีอย่างไร พิธีเสียหายอย่างไร ผิดกาลเทศะอย่างไร ไม่มีมารยาทอย่างไร ใครกันแน่ที่”ทำไมทำตัวไม่รู้กาลเทศะแบบนี้ครับ โหแย่จริงๆเลยนะครับ” ยังไม่เข้าใจอยู่ดี กิจการนิสิตเป็นแม่งาน และอบจ.เป็นผู้ปฏิบัติงานนี้แท้ๆ สภาไม่มีอำนาจหน้าที่อะไรเลย สภาจะจัดฉากได้ยังไง จะเตี๊ยมอะไรยังไง ขอย้ำอีกที ว่าออกไปตอนพิธีจบแล้ว ซึ่งประธานสภานิสิตถูกโจมตีเรื่องนี้เมื่อปีที่แล้วชัดเจนว่าป่วนพิธี จะทำซ้ำรอยปีที่แล้วให้คนด่าทำไม เลยเลือกเป็นตอนที่พิธีจบ
นายศุภลักษณ์ ระบุอีกว่า 4.แซะมาแซะกลับไม่โกง ใครกันแน่ที่เตรียมแผนอยากดังอะ มายืนด่าผมอยู่คนเดียวเลย จะได้มีเรื่องมาเขียนในเฟสอ่ออ แบบนี้ก็มีด้วยย 5.ผมได้เข้าไปเช็คโพสต์นี้อีกครั้ง เมื่อเวลา 3:53น. พบว่าบินไปแล้ว บินทั้งเฟสเลย แต่ตอนสายๆกลับมาแล้ว 6.ที่ต้องดีเฟนด์เฉพาะโพสต์นี้เป็นพิเศษ เพราะเสียใจที่เพื่อนๆพี่ๆหลายๆคน ดันเชื่อโพสนี้ซะเต็มที่เลย จริงไม่จริงก็ดูหลักฐาน ดูภาพ ดูคลิปเอาครับ ไม่ใช่แค่มโนตัวอักษร ถูกจริตตัวเองก็เชื่อ 7.หมอบกราบกับถวายบังคมต่างกัน หลายคนอาจจะสับสนในการใช้คำบ้าง โดยอาจว่าถวายบังคมคือหมอบกราบด้วย หรืออาจคิดว่าถวายบังคมไม่ใช่หมอบกราบ เป็นต้น ซึ่งในหลวงรัชกาลที่5 ทรงยกเลิกทั้งคู่ 8.ต่อจากนี้ จะแจ้งความไหม : ผมไปลงบันทึกประจำวันที่สน.ปทุมวันเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ทุกคนก็ได้รู้ว่ามีอาจารย์ที่ไม่ดี อำนาจนิยม ไม่ได้มองนิสิตเป็นมนุษย์เหมือนกับตนเอง กล่าวโดยรวมนะไม่เจาะจงคน (มีเพื่อนหลายคนบอกว่าอ.ท่านนี้ไนซ์มากๆ) นี่ขนาดกลางที่สาธารณะขนาดนี้ยังทำแบบนี้ เคสอื่นถ้าจับภาพไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น
“ผมอยากให้เรื่องนี้กลายเป็นบรรทัดฐานต่อไป แต่ก็นั่นแหละ อาจารย์ท่านนั้นถูกสังคมลงโทษแล้ว และผมค่อนข้างเสียใจอีกอย่าง คือ จนป่านนี้ไม่มีใครจากทางคณะเศรษฐศาสตร์หรือทางจุฬาติดต่อมาเลย ทั้งๆที่ถูกล็อคคอ นี่สินะเป็นห่วงสวัสดิภาพเหมือนที่แถลงข่าว สรุปสั้นๆ (รู้ว่ายาว) : เมื่อนิสิตปี1ถวายบังคมครบแล้ว ซึ่งเสร็จสิ้นพิธี มีนิสิตจำนวนหนึ่งออกจากพิธีแล้ว ผมและเพื่อนๆได้เดินไปข้างหน้า เพื่อโค้งคำนับพระบรมรูปตามพระราชประสงค์ แต่หวยออกที่ผมเพราะผมอยู่หลังสุด มีอาจารย์มาล็อคคอผมไว้ แล้วตะโกนว่า”มึงจะทำอะไร ไอ้เด็กเหี้ย” จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่และอาจารย์ท่านอื่นมาแยก หลังจากแยกแล้วก็…. ให้คลิปเล่าแทนดีกว่าครับ” นายศุภลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย

