คำปรารภที่ศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พระนครศรีอยุธยา ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอ ชา
“วันนี้ต่างชาติยังค้าขายกับไทยเหมือนเดิมเพียงแต่ไม่ให้ผม เดินทางไปเยือนเพียงคนเดียว”
น่าเห็นใจอย่างยิ่ง
“แต่บรรดารองนายกฯและรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนต่างประเทศได้หมด คิดถึงจิตใจผมบ้าง”
เหตุผลที่ไม่ได้เดินทางไปไม่ได้ซับซ้อน
มิได้เป็นเหตุผลที่ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” หากแต่เป็นเหตุผลที่ดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าคสช.”
นี่เป็นเรื่อง “ลึกซึ้ง” น่า “สะเทือนใจ”
หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และการขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ท่าทีของ “อียู” แจ่มชัด
นั่นก็คือ 1 การค้าขาย การติดต่อยังเป็นไปตามปกติ ขณะ เดียวกัน 1 การเจรจาทุกอย่างหยุดชะงัก
จนกว่าจะมีรัฐบาลจาก “การเลือกตั้ง” จึงจะเริ่มกันใหม่
ท่าทีของ “อียู” เป็นอย่างเดียวกันกับท่าทีของสหรัฐอเมริกา และเป็นอย่างเดียวกันกับท่าทีของออสเตรเลีย
เนื้อแท้ก็คือ เป็นท่าทีต่อ “รัฐประหาร”
สะท้อนให้เห็นถึง “แนวโน้ม” ของโลกซึ่งเรียกได้ว่า “อารยะ” ไม่เห็นด้วยกับวิธีการ “รัฐประหาร” และมองเห็นว่าเป็นกระบวนการที่ล้าหลัง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ผิด แต่ผิดที่ทำ “รัฐประหาร” ในนาม “หัวหน้าคสช.”
ไม่เพียงแต่นานาอารยะประเทศจะมอง “รัฐประหาร” ด้วยบทสรุปอันแตกต่าง
แม้กระทั่ง “ในประเทศ” ก็มองไม่เหมือนกัน
นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กระทั่งรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ความขัดแย้ง แตกแยกในเรื่อง “รัฐประหาร” ก็ยังดำรงอยู่
แม้เจตนาของการ “รัฐประหาร” ก็เพื่อแก้ปัญหาแต่กลับกลายเป็นการสร้างปัญหา กลายเป็น “ทศวรรษ” แห่งความขัดแย้ง

