ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม “ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” กล่าวไว้ว่า เวลาคือต้นทุนที่แพงที่สุดของประเทศเราและของชีวิตเรา และคนไทยโดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯถูกการเดินทางกินเวลาในชีวิตไปมาก ซึ่งถือเป็นความสูญเสียที่มีราคาแพง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีตัวอย่างของการที่ผู้คนถูกกินเวลาให้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์อยู่สองเรื่องที่เป็นข่าวอย่างต่างกรรมต่างวาระ
ช่วงกลางสัปดาห์ อิมเมจ สุธิตา นักร้องสาววัยรุ่นใช้เวลารอรถประจำทางอยู่ถึงสองชั่วโมง ระหว่างช่วงเวลานั้น เธอส่งข้อความรัวๆ ผ่านทวิตเตอร์ ระบายความรู้สึกต่อความล้มเหลวของระบบขนส่งมวลชน ก่อนจะปิดท้ายด้วยข้อความว่า “ประเทศเฮงซวย จะอีก 50 ปีหรืออีก 1,000 ปี ก็ไม่เจริญขึ้นหรอก”
ความอิมเมจยังไม่ทันหาย ในช่วงดึกของวันศุกร์ถึงเช้ามืดวันเสาร์ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์สอนกฎหมาย ก็โพสต์รายงานข่าวจากท่าอากาศยานดอนเมืองว่า ภรรยาชาวฝรั่งเศสของเขาที่เดินทางมาจากประเทศสิงคโปร์ และชาวต่างชาตินับพันคนผู้ผ่านเข้าประเทศไทยด้วยช่องทางนั้นติดด่านตรวจคนเข้า
เมือง อยู่เป็นเวลากว่าสี่ชั่วโมง
คนละวิธีเดินทาง คนละหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกันอันมีที่มาจากการบริหารจัดการขนส่งมวลชนของรัฐอันล้มเหลว ขโมยเวลาอันเป็นต้นทุนชีวิตของจากพลเมืองไป เวลา 2 ชั่วโมงนั้นอิมเมจสามารถที่จะเดินทางจากแถวรามอินทราบ้านเธอไปร้องเพลงที่หาดบางแสนได้ด้วยรถยนต์ หรือเวลา 4 ชั่วโมงของเออเจนีสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงจากปารีส
ไปได้ถึงนีซเพื่อร่วมประชุมทางวิชาการ แต่เวลาอันมีค่าเหล่านั้นกลับต้องใช้เพื่อการรอคอยอันเปล่าประโยชน์ไม่จำเป็น
ในแง่มุมนี้ การแสดงความเห็นอันเดือดดาลถึงอนาคตที่มองไม่เห็นของประเทศชาติของอิมเมจ หรือการวิพากษ์วิจารณ์วิธีการรับมือของทาง “ราชการ” ที่สะท้อนแสดงความคิดของผู้ใช้อำนาจรัฐในระบอบเผด็จการของอาจารย์ปิยบุตรนั้นก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ในยุคที่กระแส “ชาตินิยม” และ “รัฐนิยมใหม่” ถูกปลุกโหมขึ้นมากล่อมเกลาผู้คน ข้อความดังกล่าวก็เรียกให้คน “รักชาติ” ผู้นิยมชมชื่นในการปกครองประเทศของท่านผู้นำนั้นเดือดดาลขึ้นมาเหมือนแหย่รังแตน
วาทกรรมโต้แย้งหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมา “ตอบ” ให้กับทั้งสองกรณีมีฟังดูมีสติหน่อยมีอยู่ว่า
“แทนที่จะบ่นหรือเรียกร้องจากคนอื่น ทำไมไม่แก้ปัญหาที่ตัวเองก่อน ด้วยการลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้น”
แล้วก็ยกตัวอย่างเรื่องของฝรั่งช่วยเก็บขยะบนชายหาด แร็ปเปอร์ปลูกป่า เด็กนักเรียนที่ช่วยทำแผนที่บอกเส้นทางรถประจำทางขึ้นมาเป็นตัวอย่าง หรือกรณีปัญหาการติดด่าน ตม. ก็มีคนแนะนำว่า แล้วทำไมจึงไม่เลี่ยงไปใช้บริการ “สนามบินอื่น” อย่างสุวรรณภูมิ ที่มีการบริหารจัดการดีกว่า
“การสั่งสอน” แบบนี้มีวิธีคิดที่คล้ายๆ กับข้อความส่งต่อซึ่งเคยเป็นกระแสอยู่เมื่อสักอาทิตย์สองอาทิตย์ที่แล้ว เมื่อบุคลากรทางการแพทย์นิรนามระบายความขับข้องใจลงในกระดานว่า ประชาชนคนป่วยที่ไปอาศัยบริการจากโรงพยาบาลของรัฐนั้น “อยากได้ แต่ไม่เคยให้” หรือ “ช่วยกันสร้างวัดได้ ช่วยกันบำรุงโรงพยาบาลได้หรือไม่”
ภาพของพี่ตูน บอดี้สแลม ออกวิ่งระยะไกลเพื่อระดมเงินบริจาคช่วยซื้ออุปกรณ์การแพทย์หรือสร้างตึกให้โรงพยาบาลต่างๆ ตัดสลับเข้ามาประกอบฉากได้อย่างลงตัวพอดี
อันที่จริงวิธีคิดหรือคำพูดแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดอะไรนักในบางแง่มุม ก็เพราะว่าหากเราปรารถนาความเปลี่ยนแปลง เราก็ควรจะต้องเปลี่ยนวิธีการ หากเราอยากเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้น เราก็ควรเริ่มที่ตัวเรา หรือเมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับเราแล้ว สิ่งแรกที่จะต้องทบทวนคือ เราสามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไรบ้าง การสอนสั่งว่าแทนที่จะเรียกร้องจากคนอื่น ให้เราพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อนนั้น มันจึงฟังดูดีแบบพูดอีกก็น่าจะถูกอีก ทั้งสอดคล้องกับคำสอนทางศาสนาพุทธ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ กระนั้น
กระนั้นวิธีคิดแบบนี้ก็เป็นเหมือนการฉายแสงสว่างให้เห็นแง่งามของการที่ใครสักคนลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อส่วนรวม แต่ทิ้งเงามืดให้ความบกพร่องบางอย่างอำพรางอยู่เบื้องหลังอย่างแนบเนียน
ในความดีของการที่ใครก็ตามที่เห็นปัญหานั้นลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง หรือทำอะไรเพื่อแก้ปัญหานั้น
ให้ผู้อื่น ในอีกทางหนึ่งก็เป็นการทำให้คนที่ “ต้อง” หรือ “ควร” แก้ปัญหาเช่นนั้นลอยนวลพ้นความรับผิดชอบ
หากการที่พลเมืองออกมาก่นบ่นวิพากษ์วิจารณ์ในปัญหาเกี่ยวกับบริการสาธารณะหรือการบริหารราชการ แล้วถูกตอกกลับจากพลเมืองอีกกลุ่มว่า “แทนที่จะบ่น ทำไมไม่แก้ปัญหาเอง” จนกลายเป็นความผิดของผู้เดือดร้อนที่ไม่รู้จักช่วยเหลือตัวเองหรืองอมืองอเท้าไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรแล้ว
คนที่ลอยตัวรอดชีวิตไปได้แบบเนียนๆ ก็คือ หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดและกำกับดูแลเรื่อง
บริการสาธารณะ ทั้งเรื่องการขนส่งมวลชน สาธารณสุข รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกิดจากการทำงานที่บกพร่องหรือไม่ทั่วถึง อันเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของพวกเขา
คือ “ภาครัฐ” ที่พลเมืองทุกคนมอบ “ทรัพยากร” และ “อำนาจ” ไปรวมกันเพื่อให้เป็นเจ้าภาพทำหน้าที่ต่างๆ ในระดับประเทศหรือท้องถิ่นให้ประชาชน ซึ่งรวมถึงการจัดทำหรือกำกับดูแลบริการสาธารณะและระบบราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลชีวิตของประชาชนด้วย
ถ้าปัญหาความขัดข้องขาดแคลนใดๆ ก็ตามในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการหรือบริการสาธารณะนั้น เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของ “ประชาชน” ที่ต้องร่วมกันลงไม้ลงมือแก้ไขกันเอง เสียสละกันเอง เรี่ยไรบริจาคจัดสร้างจัดหากันเองแล้ว เราจะมี “รัฐ” ไว้เพื่อการใดเล่า
เพราะจริงๆ แล้ว ตามหลักการที่ควรจะเป็น ในระบอบการปกครองที่เป็นปกติ พลเมืองทุกคนมีส่วนในการ “ทำอะไรสักอย่าง” เพื่อให้ประเทศนั้นขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งคือการทำงานและเสียภาษีอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว เพื่อเป็น “ต้นทุน” หรือ “ทรัพยากร” ส่วนรวมของประเทศหรือท้องถิ่น เพื่อให้ “รัฐ” นำไปใช้เพื่อประโยชน์โดยรวมของประชาชนผู้เสียภาษีนั้น
แต่ไม่ใช่เพียงการ “เสียภาษี” เท่านั้น หากพลเมืองยังมีส่วนในการ “ทำอะไร” เพื่อประเทศชาติด้วยการใช้สิทธิทางการเมือง มอบอำนาจของเราแต่ละคน ผ่านระบบการเลือกตั้งเพื่อแสวงหาผู้ที่จะมากำหนดนโยบายในระดับชาติรวมทั้งกำกับดูแลการบริหารราชการต่างๆ หรือการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเพื่อให้ได้ผู้มารับหน้าที่
ในการจัดการบริการสาธารณะให้ในส่วนย่อยลงไป รวมถึงมีการให้รางวัลและการลงโทษผู้เข้ามา “จัดการ” ใช้อำนาจรัฐผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
กล่าวให้เห็นภาพชัด คือหากเราเห็นว่าโรงพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์นั้นยังมีปัญหาขาดแคลน เราก็ควรจะ “เลือก” ผู้ที่มีนโยบายจะใช้เงินภาษีของเราที่เก็บไปแล้วเพื่อการแก้ไขปัญหาในทางสาธารณสุขดังกล่าว แทนที่จะช่วย “บริจาค” กันเป็นครั้งเป็นคราวไปตามแต่กรณี
นอกจากนั้น ประชาชนก็มีอำนาจในการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของฝ่ายปกครองอันได้แก่หน่วยงานราชการต่างๆ ผ่านกระบวนการร้องทุกข์หรือการฟ้องร้องต่อศาล ในกรณีที่การดำเนินการหรือใช้อำนาจของฝ่ายปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ล่าช้าเกินสมควร หรือก่อความเสียหายให้แก่ประชาชน รวมถึงการตรวจสอบให้คำแนะนำต่างๆ แก่รัฐ โดยวิถีทางที่เปิดช่องไว้ตามระบบ
นี่คือระบบที่ควรจะเป็นตามปกติ ที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการ “ทำอะไร” เพื่อส่วนรวม “แก้ปัญหา” ใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตนหรือคนอื่นที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน รวมถึงเรียกร้องให้เกิดการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า พัฒนากว่าที่เป็นอยู่เดิม
หากการช่วยร่วมลงไม้ลงมือหรือการลงขันของประชาชนนั้นจะมี ก็ควรจะเป็นไปเพื่อการถมแทนในส่วนที่รัฐยังขาดเหลืออยู่บ้าง ยังเข้าถึงได้ไม่เต็มที่ ยังไม่สะดวกที่จะลงมาทำได้เต็มไม้เต็มมือใน
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ดังนั้นเมื่อเราย้อนมาพิจารณา “ความเป็นจริง” ในประเทศขณะนี้ ก็อาจจะต้องยอมรับก็ได้ว่า คำแนะนำให้พลเมืองต้อง “ช่วยเหลือตัวเอง” หรือลุกขึ้นมา “ช่วยกันทำอะไร” เพื่อแก้ปัญหา ก็อาจจะเป็นทางออกอันจำเป็นที่ช่วยให้ทุกคน “รอด” กันไปแบบทุเลทุลักอย่างหวานอมขมกลืน
ในสถานการณ์ที่การเลือกตั้งตัวแทนผู้มาใช้อำนาจรัฐในทุกระดับนั้นเป็นอนาคตอันไกลและไม่มีใครออกมารับรองได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรได้ เรายังต้อง “จ่ายภาษี” กันอยู่ แม้ไม่มี “อำนาจ” ร่วมกำหนดนโยบาย หรือตรวจสอบเรียกร้องความรับผิดชอบ เช่นนี้ เราจึงยังต้องอยู่กับรัฐบาลที่ทุ่มเทงบประมาณอันมาจากภาษีของเราไปเพื่อกิจการความมั่นคง ซื้อเรือดำน้ำ อัพเกรดเครื่องบินรบ จัดหายุทโธปกรณ์ ระดมกำลังสำรอง หรือจัดหาอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดมาใช้เพื่อการจับตาตรวจสอบพลเมืองของตัวเองเป็นสำคัญ
ในสภาวะที่ระบอบราชการเป็นใหญ่ได้รับการฟื้นฟู จนคล้ายว่าข้าราชการทั้งหลายจะกลับมาเป็นเจ้าคนนายคนอีกครั้ง และปฏิบัติหน้าที่ไปตามอำนาจที่ไม่ต้องเชื่อมโยงใดๆ ต่อประชาชน ไม่จำเป็นต้องหาหัวใจของการ “บริการ” มาใส่ ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น เป็นหน้าที่ของผู้เข้ามาเกี่ยวข้องติดต่อนั้นเองที่จะต้องเป็นฝ่ายอดทนและรอคอย
สถานการณ์และสภาวะเช่นนี้เอง ที่หากประชาชนพลเมืองจะไม่ลุกขึ้นมาช่วยทำอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็ต่างคนต่างต้องแก้ปัญหากันในเชิงปัจเจกแล้ว ก็อาจจะได้ตายจริงๆ ขาดไร้ขาดแคลนหรือลำบากลำบนอดทนอยู่กันไปแบบไม่เห็นแสงสว่าง
ด้วยเหตุนี้ พี่ตูนคงจะต้องออกวิ่งอีกไม่รู้กี่ร้อยกิโลเมตร เพื่อหาทุนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ วัดใหญ่ๆ อาจจะต้องเจียดเงินจากการทำบุญมาสร้างตึกให้โรงพยาบาล น้องคนนั้นก็คงจะต้องอาสาทำแผนที่รถเมล์สายใหม่ที่เขาเปลี่ยนเส้นทางเปลี่ยนหมายเลขสายกันไปโดยไม่ได้ถามผู้โดยสารสักคำ
น้องอิมเมจก็คงต้องรีบเรียนให้จบ หรือร้องเพลงเก็บเงินเพื่อที่จะซื้อรถยนต์สักคันมาขับ เพิ่มจำนวนรถยนต์บนท้องถนน สะสมปัญหาการจราจร ทำให้คนที่รอรถเมล์นานอยู่แล้วก็ยิ่งรอนานกันเข้าไปใหญ่ เพื่อให้สักวันคนที่รออยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้นจะถึงเวลาที่เขาจะซื้อรถยนต์ขึ้นมา “แก้ปัญหาด้วยตัวเอง” ต่อไป
และเออเจนีกับอาจารย์ปิยบุตรคงจะต้องวางแผนการเดินทางกันให้รอบคอบ ไปใช้สนามบินที่เปิดด่าน ตม. สำหรับชาวต่างประเทศหลายช่อง เลือกช่วงเวลาเครื่องบินลงที่จะไม่ไปชนกับเครื่องเช่าเหมาลำของทัวร์จีน
ตราบใดที่เราคงจะต้องแก้ปัญหากันเช่นนี้ ในประเทศแบบนี้ ต่อไปในอีกไม่รู้กี่สิบปีข้างหน้า ลูกหลานของเราสักคนอาจจะสบถบ่นออกมาว่า อีก 50 หรือ 1,000 ปี ประเทศนี้ก็คง…

