“ธิดา – เต้น ”ก้มหน้ายอมรับ บอกไม่เกินคาด สั่งจอดำพีซทีวี เชื่อ โยงสถานการณ์ก่อนศาลฎีกา ชี้ชะตา “ยิ่งลักษณ์” 25 ส.ค.นี้
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคา นางธิดา ฐาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) มีมติสั่งพักใบอนุญาตออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีซทีวี เป็นเวลา 30 ว่า เป็นเรื่องที่คาดการณ์และประเมินไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าหากมีสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งทางการเมืองเกิดขึ้น สถานีอาจถูกสั่งให้ยุติการออกอากาศ เหมือนครั้งที่มีการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 และในครั้งนี้อาจมีความกังวลต่อการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง จะพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 25 สิงหาคม นี้ โดยเกรงว่าภาพรวมการออกอาการของสถานีจะทำให้มีเหตุการณ์รวมพลหรือไปเรียกแขกเชิญชวนมวลชนให้เดินทางมาให้กำลังใจจำนวนมาก จึงสั่งยุติออกอากาศไว้ก่อนโดยกำหนดวันให้ครอบคลุมทั้งก่อนและหลังวันที่ศาลจะมีคำพิพากษา
นายธิดา กล่าวว่า ทางผู้บริหารคงต้องก้มหน้ารับและปฎิบัติตาม โดยไม่ไปยื่นร้องต่อศาลแต่อย่างใด เพราะขณะนี้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองเฉพาะกรณีที่กสทช.เพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งจะคุ้มครองประเด็นดังกล่าวเพียงอย่างเดียว แต่กรณียุติการออกอากาศถือเป็นอำนาจของกสทช.ที่สามารถพิจารณาและมีคำสั่งยุติได้ ทั้งนี้เราไม่ได้สรุปว่าการดำเนินการของกสทช.เป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่เพราะอาจจะถูกข้อหาหมิ่นประมาทได้ แต่ที่ผ่านมาสถานีพยายามให้มีเนื้อหาของรายการที่หลากหลาย ไม่ก่อให้เกิดการยุยงปลุกปั่นแน่นอน
ด้านนายณัฐุวุฒิ ใสเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า เมื่อมีคำสั่งให้ยุติก็คงต้องเป็นไปตามนั้น ที่ผ่านมาผู้บริหารของสถานีชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นที่กสทช.ตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาของแต่ละรายการมาตลอดว่าสาระของรายการไม่ต้องการสร้างความวุ่นวายหรือเป็นเกมการเมืองเพื่อเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจแต่อย่างใด และผู้จัดรายการแต่ละคนมีความระมัดระวังในการใช้คำพูดเพื่อไม่ให้เกิดวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชัง ไม่ทำให้เกิดการปลุกระดมหรือสร้างความวุ่นวาย ดังนั้นการกสทช.มีคำสั่งให้ยุติการออกอากาศมาหลายรอบ จึงทำให้เกิดคำถามว่ามาตรฐานการใช้อำนาจของกสทช.คืออะไร กสทช.จะเป็นที่พึ่งหรือที่ไว้วางใจของคนทำงานสื่อหรือเพื่อตอบสนองผู้มีอำนาจกันแน่ เพราะบางรายการที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องการเมืองวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและมีการใช้วาทกรรมที่สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น แต่ไม่ถูกยุติการออกอากาศ เพราะไม่ได้วิจารณ์ผู้มีอำนาจ อย่างไรก็ตามแม้จะยุติการอากาศ แต่ผู้บริหารได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยบางรายการจะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ในการสื่อสารกับผู้ชมต่อไป

