สุราตรา‘ชาติ’ : โดย กล้า สมุทวณิช

ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนระดับโลกชาวญี่ปุ่น เคยกล่าวเปรียบเปรยการเต้นไปตามกระแสชาตินิยมที่ถูกปั่นขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองว่า “เหมือนกับการเมาเหล้าสาเกราคาถูก เหล้าราคาถูกดื่มแค่ไม่กี่แก้วก็เมา เลือดขึ้นหัว ส่งเสียงดังโวยวาย กิริยาหยาบคาย ตรรกะถูกย่นย่อ ทำอะไรซ้ำไปซ้ำมา แต่หลังจากโวยวายเสียงดัง พอเช้าวันใหม่สิ่งที่เหลือก็มีแต่อาการปวดหัว”

อาการของพิษสาเกที่ว่า อาจจะสามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ดี ให้เราได้เห็นว่า “สาเก” ญี่ปุ่น หรือจะ “สาโท” ของไทย หากเป็นของชั้นเลวราคาถูกแล้ว กินเข้าไปไม่กี่แก้วก็เกิดอาการ “เมา” ที่ไม่ผิดกันนัก

กระแสความ “รักชาติ” อย่างสุดขีดถูกโหมขึ้นมาอย่างรุนแรงขึ้นในระยะหลังนี้ ทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองต่อผู้ที่ออกมาวิจารณ์ “ชาติ” หรือประเทศ ที่ถูกเอาไปผูกโยงกับ “รัฐ” และ “รัฐบาล” รวมถึงการปกครองในระบอบปัจจุบันได้อย่างไรก็ไม่ทราบนั้นเป็นไปอย่างรุนแรง มีตั้งแต่การด่าทออย่างหยาบคายใส่อีกฝ่าย
อย่างไม่สนใจรับฟังเหตุผล การเอาเรื่องโน้นเรื่องนี้เชื่อมโยงกันอย่างสับสนไร้ตรรกะ เทกระจาดชี้หน้าไล่ผู้ไม่พอใจให้ย้ายประเทศไปที่อยู่อื่น ตามด้วยวาทกรรม “ชังชาติ” ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อชี้หน้าไอ้พวกคนที่บังอาจติติงวิพากษ์วิจารณ์ “ชาติ” ส่วนคนอีกฝั่งหนึ่งก็มีข้อหา “คลั่งชาติ” ไว้เย้ยหยันไยไพคนกลุ่มแรก ในที่สุดก็
กลายเป็นการตอบโต้กันไปมาระหว่างกลุ่ม “คลั่งชาติ” กับ “ชังชาติ” ซึ่งฟังดูไม่ดีสักข้าง

“ชาติ” เป็นสิ่งที่น่าชังหรือควรคลั่ง หรือไม่ควรเป็นเช่นนั้นทั้งคู่

“ชาติ” เป็นคำภาษาสันสกฤต มีอีกความหมายว่า “การเกิด” ตรงกับคำว่า Nation ในภาษาฝรั่ง
ทั้งหลายที่มาจากรากศัพท์คำว่า Natio ในภาษาละติน ซึ่งก็แปลว่าการเกิดด้วยเช่นกัน ดังนั้น ชาติจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องบางสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่เกิด คือเชื้อสายเผ่าพันธุ์ที่แสดงออกได้ทางกายภาพ และสิ่งที่หล่อหลอมประกอบสร้างเรามาหลังจากนั้น คือภาษา วัฒนธรรม และส่วนใหญ่จะรวมถึงศาสนาด้วย ด้วยเหตุนั้น เราจึงมีความรู้สึกผูกพันร่วมกันกับมนุษย์คนอื่นๆ ที่รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงและพูดภาษาเดียวกับเรา มีวิถีชีวิตวิธีคิด หรือนับถือศาสนาเดียวกับเรา จุดร่วมเหล่านี้ทำให้เรามีความรู้สึกเป็นพรรคเป็นพวกเดียวกัน

นอกจากนี้ “ชาติ” มักถูกเอาไปผูกไว้กับ “ประเทศ” เพราะหากอธิบายง่ายๆ แบบรัฐศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษา ประเทศคือดินแดนของประชากรที่มีอาณาเขตแน่นอนและมีรัฐบาลหรือมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศมักจะเป็นคน “ชาติ” ใดชาติหนึ่งเป็นหลักที่เรียกว่ารัฐชาติ แต่กระนั้น “ชาติ” ที่ไม่มี “รัฐ” ก็มีเช่นกัน ความผูกพันในความเป็นชาติจึงอาจจะมีมากกว่าประเทศเสียอีก

ความเป็นชาติในความรับรู้ของผู้คนจึงเป็นปึกแผ่นและมีตัวตนอย่างยิ่งเกินกว่าที่จะล้างลบ แนวคิดสมัยใหม่ที่มองว่าเรื่อง “ชาติ” นั้นไม่มีจริง เป็นมายาคติหรือสิ่งสมมุติ จึงเป็นอุดมคติที่ออกจะขัดกับสามัญสำนึก
ของผู้คนส่วนใหญ่

ความรู้สึกเกี่ยวกับ “ชาติ” จึงไม่ใช่สิ่งที่น่า “ชัง” โดยตัวของมันเอง และก็ไม่แปลกหากคนเราจะมีความรู้สึก “รักชาติ” เพราะชาตินั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงเข้ากับความเป็นตัวเป็นตนของเรา

พิจารณาในแง่นี้จุดร่วมระหว่างความรักชาติกับสุราเมรัยนั้นจึงคล้ายกันอย่างที่มูราคามิเปรียบเปรย ในแง่ที่ว่าเมื่อพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะตัวของทั้งแอลกอฮอล์และความรู้สึกรักชาติที่ส่งผลแบบเดียวกัน คือการทำให้เลือดลมฉีดแรง อารมณ์และความรู้สึกบางอย่างพุ่งซ่านไปทั่วร่าง

ประโยชน์ของการดื่มสุราคุณภาพดีแต่พอสมควรที่ยอมรับได้บ้างก็เช่นช่วยในการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกายอบอุ่น ส่งผลในทางอารมณ์ให้รู้สึกสนุกสนานร่าเริงขึ้นมาในระดับหนึ่ง ในทางสังคม การดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้สักเล็กน้อยช่วยละลายตัวตนที่มีกำแพงทำให้กล้าพูดกล้าคุยกับคนแปลกหน้า รู้สึกเป็นมิตรกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น

“ความรักชาติ” นี้ก็เช่นกัน หากเสพรับน้อยๆ ก็ยังเป็นประโยชน์อยู่ แต่ถ้ามากไปก็จะเริ่มเป็นโทษ อีกทั้งถ้าได้ “เหล้าราคาถูก” ที่เน้นเอาเมาเข้าว่า ก็ยิ่งจะเป็นโทษหนักขึ้นไปอีก

ชาตินิยมในระดับอ่อนๆ ก็มีประโยชน์ในลักษณะเช่นนั้น มันทำให้เรารู้สึกเข้าไปสังกัดในกลุ่มก้อนอันเป็นเอกภาพอย่างหนึ่ง มีความภาคภูมิใจในรากเหง้าที่มา เชื่อมโยงตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
ของคนชาติเดียวกัน และร่วมรับความรู้สึกประสบความสำเร็จไปกับปัจจุบันและอนาคตของชาตินั้นด้วย เหมือนเวลาที่เห็นนักกีฬาทีม “ชาติ” หรือเพื่อนร่วม “ชาติ” ของเราชนะหรือได้เหรียญรางวัลในการแข่งขันใหญ่ๆ ให้หัวก้าวหน้าแค่ไหนก็ต้องมีแอบใจพองๆ กันบ้าง

ความเป็นชาติยังก่อให้เกิดความรักและความผูกพันกับมนุษย์คนอื่นได้โดยที่ไม่ต้องเป็นเครือญาติหรือประโยชน์อื่นใดเกี่ยวเนื่อง นอกจากความรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกัน โดยความเป็นชาติเป็นจุดเกาะเกี่ยว เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภราดรภาพ รู้สึกเห็นอกเห็นใจเอื้อเฟื้อ ยินดีเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขร่วมกันของคนในชาติ นอกจากนี้ ความรู้สึกรักชาติยังแปรเป็นแรงบันดาลใจที่ส่งให้เราอยากจะลุกขึ้นมาร่วมมือร่วมใจกับคนอื่นทำ
อะไรที่เหนือพ้นออกไปจากประโยชน์ส่วนตัว เพื่ออุทิศให้ชาติซึ่งเป็นอุดมคตินามธรรมที่ยึดถืออยู่

สรุปง่ายๆ ว่า ชาตินิยมในทางที่ดีจะนำมาซึ่งพลังงาน แรงบันดาลใจ และความรัก จริงอยู่ที่ว่าโดยอุดมคติแล้วเราควรจะ “รัก” เพื่อนมนุษย์ทุกคนโดยไม่เลือกว่าเป็นคนชาติเชื้อใด แต่ก็ยอมรับเถิดว่า เรารักกับคนพูดภาษาเดียวกับเรา หรือมีอะไรที่เชื่อมโยงกับเราได้ง่ายดายกว่าเป็นแต้มต่อ และทั้งนี้การที่เรารักคนชาติเดียวกับเรา ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปจงเกลียดจงชังเพื่อนมนุษย์คนละชาติกับเราเสียก็ไม่

ในทางตรงข้าม “ชาตินิยม” ใดที่ไม่ได้มาจากพื้นฐานของความรัก หากแต่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการกีดกันและความเกลียดชังระหว่างชาตินั้นเป็นเหมือนเหล้าราคาถูก ที่ดื่มเข้าไปก็รังแต่จะไร้สติเข้าไปทุกทีๆ หรือไปท้าตีท้าต่อย หรือแม้แต่จะมีความรักอยู่ในชาตินิยมที่เกิดขนาดนั้น ก็เป็นความรักที่ให้ความรู้สึกที่รุนแรงหรือความลุ่มหลงแบบผิดๆ ให้เห็นว่าคนร่วมชาติของตนเท่านั้นที่เป็นมนุษย์อันดีงาม ส่วนคนในชาติอื่นเลวร้ายโง่งมหรือจ้องจะคิดร้ายทำลายชาติของพวกเรา

หากชาตินิยมที่พอเหมาะพอควรนั้นผูกรวมจิตใจของคนเข้าไว้ด้วยกันด้วยความรัก ชาตินิยมที่เกินพอดีหรือถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาร้ายก็เป็นเรื่องตรงกันข้าม คือมุ่งแต่เพื่อกีดกันคนอื่นออกไปนอกวง แม้แต่กับคน
ในชาติเดียวกันแต่มีความคิดหรือทัศนคติที่อาจจะแตกต่างไปจากเราหรือความคิดกระแสหลัก ก็จะถูกขับออกไปจาก “ชาติ” อันคับแคบด้วยแรงมัวเมาในชาตินิยมลักษณะนี้

“ชาตินิยม” ที่ให้ผลในทางนี้จึงไม่ต่างจากการกรอกสาเกเมรัยชั้นเลวอย่างที่มูราคามิว่า เพราะมันจะทำให้เรามีอารมณ์รุนแรงและกราดเกรี้ยวอยู่ตลอดเวลา ซ้ำทำให้ความคิดหรือการพิจารณาอะไรบกพร่องด้วยตรรกะที่ตื้นเขิน แม้แต่เรื่องการดูการชมกีฬา หากเป็นด้วยความรู้สึกชาตินิยมเกินขนาดก็จะทำให้เราเชียร์กีฬากัน
อย่างคนเมาที่ขาดไร้น้ำใจนักกีฬา เมื่อชนะก็เย้ยหยันผู้แพ้ หรือหากเป็นฝ่ายแพ้ก็ไม่ยอมรับชัยชนะของ
อีกฝ่าย โวยวายหาว่าเขาเล่นโกงบ้างใช้วิธีการตุกติกผิดกติกาบ้าง

และส่วนใหญ่ ก็มักจะมีใครบางกลุ่มหรือบางคนอยู่เบื้องหลังการมอมเมานี้ คนกลุ่มที่ต้องการฐานอำนาจหรือทรัพยากรจากประชาชนอย่างง่ายดายและรวดเร็ว นักต้มหมักเหล้าเถื่อนตราชาตินิยมมุ่งหมายมอมเมาปลุกเร้าโหมความรู้สึกรุนแรงของผู้คนซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุด และทำสำเร็จมาแล้วกับผู้คนทุกชาติหลายยุคหลายสมัย ดังปรากฏมาแล้วในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งของโลกและของแต่ละประเทศ เป็นมุขเก่าๆ ที่นักการเมืองใช้เมื่อยามคะแนนเสียงตก หรือเพื่อการเรียกสร้างการสนับสนุนขึ้นมาแบบรวดเร็วไร้เหตุผล พรรคชาตินิยมและนโยบายชาตินิยมในทางการเมืองนั้นขายได้เสมอ ด้วยการสร้างศัตรูของ “ชาติ” มาเพื่อโหมเร้าความกลัวและอารมณ์อื่นๆ ที่นำมาซึ่งความชิงชังโกรธเกรี้ยว เพื่อให้ผู้คนเหล่านั้นยอมตนอยู่ใต้อำนาจของคนผู้นั้นหรือกลุ่มนั้นโดยละเลยความสมเหตุสมผล

เช่นเดียวกับการดื่มสุรา การกล่อมตัวด้วยความคิดแบบชาตินิยมมากเกินไปก็ทำให้ความสามารถในการใช้ตรรกะเพื่อคิด วิเคราะห์ แยกแยะลดลง ในสภาพเช่นนั้น เรายอมรับเหตุผลโง่ๆ หรือคำพูดบ้าๆ ได้โดยไม่คิดตั้งคำถามหรือตริตรอง หรือแม้จะคล้ายว่าเราได้ใช้ความคิดพิจารณาแล้ว แต่ก็เหมือนความคิดแบบคนเมาเหล้าที่ไม่สู้จะปะติดปะต่อเป็นเหตุเป็นผลนัก

ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงสามารถเกลียดชังใครก็ตามที่เขาหาว่าจะมาทำลาย “ชาติ” ของเราได้โดยไม่ต้องพิจารณาถึงเหตุผลใด สามารถกีดกันผู้คนออกจาก “ชาติ” ของเราได้ตามที่คนที่กรอกความคิดนั้นให้กับเราชี้หน้าชี้นำว่าคนพวกนั้นคิดร้ายทำลายชาติ

ลัทธิชาตินิยมเคยสร้างบาดแผลสำคัญไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทำให้คนเรา
สามารถฆ่าฟันกันได้โดยไม่ต้องมีเหตุโกรธเคืองกัน เพียงเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่พวกของเรา เพราะเป็นคนละชาติกัน ลามปามไปจนถึงการเชื่อว่าคนชาติอันเป็นอริต่อเรานั้นไม่ใช่มนุษย์ จะปฏิบัติอย่างไรก็ได้
ไม่จำเป็นต้องมีความเห็นอกเห็นใจให้

ดังนั้น แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ความรักชาติก็เป็นความรู้สึกที่ต้องพึงระวังว่ามันอาจจะบานปลายจนเปลี่ยนจากของดีเป็นของเลวไปได้ ก็เหมือนสุราเมรัยอีกนั่นแหละที่หากได้ดื่มไปสักแก้วสองแก้วแล้วก็ยากที่จะหยุดอยู่ที่จุดที่พอจะเป็นประโยชน์ ข้ามกระโดดเข้าไปสู่ความมึนเมาอันไร้สติลงเรื่อยๆ

เราจึงต้องเสพความรักชาติหรือชาตินิยมนี้ด้วยความระมัดระวัง สัญญาณหนึ่งที่อาจจะช่วยในการบ่งชี้ว่าเราเริ่มที่จะ “เมา” หรือยัง คือการหมั่นถามตัวเองว่า ในขณะนี้ ความ “รักชาติ” ทำให้คุณเกิดความรู้สึก “รักคนอื่น” อยากทำอะไรเพื่อคนอื่นและส่วนรวม หรือทำให้รู้สึกเกลียดชังคนอื่น หวาดระแวง จนกีดกันผู้อื่นออก
ไปเป็นคนละพวก มองเห็นคนอื่นเป็นผู้ไม่น่าไว้วางใจที่จะมาคิดร้ายทำลายชาติ เริ่มมองเห็นคนไม่เป็นคนเหมือนกัน ความรู้สึกอย่างหลังนี้เป็นสัญญาณบอกว่าคุณกำลังจะ “เมา” แล้ว

ณ จุดที่ยังพอรู้สึกตัวอยู่นี้เอง เราจะต้องเริ่มลดความรู้สึกแบบ “ชาติ” ให้น้อยลง เพิ่มความเป็น “คน” ให้มากขึ้น เพื่อขับไล่พิษตกค้างของสุราตราชาตินิยมออกไปจากหัวใจ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon