หน้าแรก การเมือง นักวิชาการส่อ...

นักวิชาการส่องกล้อง รัฐธรรมนูญร่างแรก ไม่โอเค-เสี่ยงถูกควํ่า

19.01.16 | 18:38 น.

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงสรุปภาพรวมการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 261 มาตรา ไม่รวมบทเฉพาะกาล จากการประชุมนอกสถานที่ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ไม่ค่อยโอเคเกือบทั้งนั้น แต่รู้ว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ต้องร่างภายใต้ข้อจำกัด เช่น การตั้งใจร่างไม่ให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ตั้งใจร่างให้รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ยาก ตั้งใจร่างให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ ก็ไม่พอใจทั้งนั้น แต่ว่าเราก็รู้เงื่อนไขเขาอยู่

ดูไปแล้วนักการเมืองเองกระดิกอะไรแทบไม่ได้ เป็นการบริหารตามรัฐธรรมนูญ แทนที่จะบริหารตามระเบียบราชการเหมือนข้าราชการ ก็จะกลายเป็นนักการเมืองมีหน้าที่บริหารตามระเบียบของรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการทุจริตการเลือกตั้งที่มีบทลงโทษรุนแรง คิดว่าตรงนี้โอเค คนเห็นด้วยที่จะเป็นการตัดสิทธิชั่วชีวิต เป็นการสาปจากการเลือกตั้งไปเลย

Advertisement

ส่วนเรื่องศาสนา เหมาะสมแล้วที่ไม่ไปเขียนว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เดี๋ยวมานั่งเถียงกันอีกว่าคนศาสนาอื่นไม่ใช่คนไทยหรืออย่างไร แต่ว่าเขียนให้คุ้มครองศาสนาพุทธซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร ต้องส่งเสริมทุกศาสนาอยู่แล้ว เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก

สำหรับเรื่องการปรองดองซึ่ง กรธ.สอดแทรกไว้ในหลายๆ หมวด มองว่ายังเป็นนามธรรมอยู่ ไม่รู้ว่าถึงเวลาจริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้จะได้รับการเคารพแค่ไหน เพราะว่าถ้าดูรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มาก็มีการเขียนไว้ ไม่ใช่ไม่เขียน แต่จะได้รับการเคารพแค่ไหน มีหลักประกันแค่ไหนว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริงได้ หมายความว่าได้รับการคุ้มครองจริง มีสิทธิเสรีภาพอย่างนั้นจริง ตรงนี้ต่างหากที่จะต้องพิสูจน์กันในเวลาปฏิบัติ

ยุทธพร อิสรชัย
รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ภาพรวมของรัฐธรรมนูญ จุดที่โดดเด่นคือเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการค่อนข้างสูง เช่น การมีบทบัญญัติให้องค์กรอิสระหยิบยกคดีกรณีที่เป็นการทุจริตต่างๆ ขึ้นมาได้เลยโดยไม่ต้องรอให้มีผู้ไปร้อง เป็นต้น

ส่วนประเด็นอื่น เช่น การยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิที่ไม่ได้เขียนห้ามในรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นสิทธิตามธรรมชาติของประชาชน เป็นสิ่งที่ดีในแง่การรับรองการมีสิทธิตามธรรมชาติ ซึ่งมีข้อถกเถียงกันเยอะในเชิงกฎหมายมหาชนระหว่างสำนักกฎหมายธรรมชาติกับสำนักกฎหมายบ้านเมือง ว่าสิ่งที่กฎหมายไม่ได้กำหนดถือว่าเป็นสิทธิของมนุษย์ได้หรือเปล่า การบัญญัติให้ชัดจึงเป็นสิ่งที่ดี

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ จะทำยังไงให้บทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติที่ได้รับการปฏิบัติให้เกิดผลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าสิ่งที่เป็นตัวอักษรปรากฏบนกระดาษในรัฐธรรมนูญ เพราะก่อนหน้านี้เราจะเห็นในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งจะเห็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เกือบ 10 มาตรา แต่ท้ายที่สุดบทบัญญัติเหล่านี้ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้รับการยอมรับ และทำให้สังคมไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของร่วม

ดังนั้น ถ้ากระบวนการร่างหรือที่มาของรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับ หรือประชาชนไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วม ถึงจะมีบทบัญญัติดีอย่างไรแต่การนำไปปฏิบัติก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ส่วนประเด็นที่ให้ 3 องค์กรอิสระ คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คุมรัฐบาลอีกที

ด้วยการจัดทำรายงานให้ ครม.และรัฐสภานั้น ต้องบอกว่าเดิมตามกฎหมาย สตง.เขาก็มีอำนาจในการทำหนังสือทักท้วงหรือหนังสือเตือนไปยังฝ่ายบริหารได้อยู่แล้วในกรณีที่มีการใช้เงินผิดประเภท หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต

ดังนั้นการบัญญัติอำนาจตรงนี้เพิ่มพร้อมกับ ป.ป.ช.และ กกต. ผมคิดว่าจะยิ่งเป็นการขยายอำนาจขององค์กรอิสระให้มันมากเกินไป แล้วจะกลายเป็นผลที่ทำให้รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนก็ตามทำงานได้ยาก การให้อำนาจองค์กรอิสระมากำกับการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก็อยู่บนพื้นฐานการไม่วางใจประชาชน วิธีคิดนี้ในระยะยาวจะทำให้หลักการและโครงสร้างสังคมการเมืองบิดเบี้ยวจากที่ควรจะเป็นและเป็นไปได้ที่จะมีคนวิจารณ์ในลักษณะว่าการให้องค์กรอิสระ 3 องค์กร มีอำนาจในการคุมรัฐบาล เป็นร่างแยกจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เพราะ คปป.เดิมก็เป็นการรวมเอาบรรดาประธานองค์กรอิสระมาทำหน้าที่แก้วิกฤต แล้วชุดนี้ก็เป็นการเอา คปป.มาแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ เช่น ในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบก็เป็นของ ป.ป.ช. กกต. และ สตง. เข้ามาตรวจสอบฝ่ายบริหาร

ส่วนที่เป็นการแก้วิกฤตก็เป็นของศาลรัฐธรรมนูญ โดยการให้อำนาจกับศาลรัฐธรรมนูญตีความวิกฤตอย่างกว้างขวางโดยไม่มีเงื่อนไขใดเลย อีกทั้งยังไม่ตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา เพราะการตั้งองค์กรใหม่จะทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

ดังนั้น ถ้าจะให้ประเมิน ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะไม่ผ่าน ส่วนหนึ่งมาจากบทบัญญัติที่ออกมาค่อนข้างกระทบกับบรรดาพรรคการเมือง ถ้าจะมีการลงประชามติก็ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่พิมพ์แจก 17 ล้านหลังคาเรือน แต่มีคนอ่าน 10 เปอร์เซ็นต์ก่อนไปลงประชามติ

เมื่อคนไม่ได้อ่าน พรรคการเมืองหรือกลไกต่างๆ เช่น ส.ส. หรือหัวคะแนน จะมีบทบาทสูงมากในการเป็นผู้นำทางความคิดในพื้นที่ในการลงประชามติ แล้วถ้าบทบัญญัติที่ออกมากระทบพรรคการเมือง กระทบต่อการเลือก ส.ส.ต่างๆ เหล่านี้ ถ้ามีการโน้มนำความคิดของประชาชนก็มีโอกาสที่จะไม่ผ่านสูงมาก

ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ส่วนตัวแล้วคิดว่าประเด็นที่เด่นออกมาจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือประเด็นอำนาจขององค์กรอิสระ มันต้องมีที่มา มีการผูกกับภาคการเมือง ซึ่งต้องมีที่มาขององค์กรอิสระว่าเป็นอย่างไร โดยหลักแล้วองค์กรเหล่านี้อยู่ใต้กำกับของรัฐบาล แล้วในรัฐธรรมนูญระบุว่า ถ้า 3 องค์กรนี้ คือ สตง., ป.ป.ช. และ กกต. เตือนแต่รัฐบาลไม่ทำ ก็ให้ทั้ง 3 องค์กรจัดทำรายงานให้ ครม. การกระทำเช่นนี้จะสร้างให้เกิดวิกฤตมากกว่าเดิม

อย่างกรณี กกต.ถ้ายังจำกรณีช่วงคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก่อนมีการรัฐประหาร ก็มีการนำคดีขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง กกต.เห็นแล้วก็ไม่ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรสักที ทั้งที่เป็นอำนาจของ กกต.เอง จึงเกิดเป็นความขัดแย้งกันขึ้น

แล้วร่างรัฐธรรมนูญของคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุให้องค์กรอิสระตักเตือนรัฐบาลได้ด้วย ถ้าลองย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งสมัยคุณยิ่งลักษณ์ก็จะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในการให้ศาลรัฐธรรมนูญแก้วิกฤต ซึ่งสุดท้ายมันไม่ได้แก้ แต่เป็นการมุ่งไปสู่ทางตัน ตรงนี้มองว่าเป็นอะไรที่ไม่สอดคล้องกับระบอบการเมืองประชาธิปไตย

การกำหนดให้องค์กรอิสระมีอำนาจเตือนไปยังรัฐบาล ถ้าไม่เชื่อฟังอีกรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ จริงๆ การรับผิดชอบทางนโยบายควรเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่กฎหมาย

อย่างกรณีการบินไทยขาดทุนมหาศาลขนาดนั้น ถามว่ารัฐบาลในฐานะที่เป็นผู้กำกับรัฐวิสาหกิจต้องรับผิดชอบไหม ถ้าเอากรณีการบินไทยมาเป็นกรณีตัวอย่าง กู้เงินมาอุ้มการบินไทย ถามว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบหรือไม่ มันเป็นเรื่องของการบริหารนโยบาย คิดว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบกรณีทางการเมือง

การให้อำนาจองค์กรอิสระมาเตือนเช่นนี้มันกว้าง สมมุติ ป.ป.ช.เตือนรัฐบาลว่านโยบายนี้อาจสร้างความเสียหายได้ แต่รัฐบาลต้องดำเนินงานต่อ ไม่ฟัง ป.ป.ช. สุดท้าย ป.ป.ช.ก็มาเป็นผู้ชี้มูล ถามว่าถ้าเช่นนั้นสมมุติเกิดรัฐธรรมนูญฉบับคุณมีชัยก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมืองในอนาคต คุณมีชัยจะต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่

ยังกำหนดอีกว่า หากไม่มีคนร้องเรียน องค์กรอิสระก็หยิบเรื่องมาตรวจสอบได้เอง จริงๆ ตามหลักควรมีคนร้องเรียนที่เป็นผู้เสียหาย ถ้าเป็นอย่างที่ร่างรัฐธรรมนูญคุณมีชัยกำหนดก็จะเหมือนว่า วันๆ รัฐบาลก็ไม่ทำอะไร ระวังตัวกันไป ไม่ให้องค์กรอิสระเข้ามาก้าวก่ายการใช้อำนาจบริหาร ไม่กล้าทำอะไรเลย สุดท้ายก็ไม่ต้องมีรัฐบาล ก็ให้กลไกของระบบราชการทำงานไป

ส่วนประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน พูดจบมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว คิดว่ารัฐธรรมนูญปีนั้นรับรองสิทธิมนุษยชนไว้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว จุดอ่อนของมันคือสิทธิบางประเภทต้องออกกฎหมายมารองรับ แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 แก้จุดอ่อนนี้ไปแล้ว ก็เป็นเชิงรุกแล้ว อยากถามว่าสิทธิพื้นฐานนี่เป็นอย่างไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ร่างโดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลย

ด้านการเลือกตั้งที่กำหนดให้ทุกคะแนนมีความหมาย การเลือกตั้งคือการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ใช่การเฉลี่ยความสุข เรื่องระบบการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย คะแนนที่เสียไปไม่ไช่ไม่มีความหมาย แต่คะแนนเหล่านั้นและนักการเมืองที่สอบตกก็ยังดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ถ้ารัฐธรรมนูญเปิดช่อง เช่น เป็นแกนนำในการถอดถอนนักการเมืองในระบบได้ คือแม้จะแพ้ในสนามเลือกตั้งแต่ยังมีสนามทางการเมืองอื่นให้ลงอยู่

ที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับต่อต้านทุจริตมากๆ ขจัดการทุจริตออกไปให้หมด คิดว่าเลอะเทอะ สมมุติมีเด็กแว้นไปทำความเสียหายแล้วพ่อแม่ต้องติดคุกไหม ก็ไม่ใช่ แต่พ่อแม่อาจต้องมีส่วนในการมาเยียวยาผู้เสียหาย แล้วสมมุติถ้าสภาทำผิดกรณีเสียบบัตรแทนกัน เป็นสภาโจรตามที่เรียกกัน ทำไมไม่กำจัดคนที่ทำผิด เสียงที่สุจริตเขาต้องมารับผิดชอบด้วยไหม

สมมุติรัฐมนตรีท่านหนึ่งมีนอกมีในกับบริษัทเอกชน แล้วรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ไม่ได้รู้กัน ต้องมารับผิดชอบไหม เพราะตามหลักการเวลาจะทำเรื่องทุจริตก็ไม่ได้บอกใครอยู่แล้ว