เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 19 สิงหาคม ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนจัดเสวนารายการโต๊ะกลมสาธารณะ “บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?” โดยหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?” ร่วมเสวนาโดย นายปรีดา เตียสุวรรณ์ ผู้ก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เรื่อง “รายงานการตรวจสอบทุจริตประพฤติมิชอบ 6 เดือนที่ผ่านมา” โดย นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส.พรรค ประชาธิปัตย์ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริต สปท. นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจ เงินแผ่นดิน เรื่อง “ปรองดองแบบไหนถึงเห็นแสงปลายอุโมงค์?” โดย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)
นายศรีสุวรรณ จรรยา กล่าวว่า ก่อนปี2549คนไทยดีใจกับนโยบายประชานิยมที่นายกฯทักษิณนำมา ไม่ว่าจะสามสิบบาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้านที่นักการเมืองในอดีตไม่เคยใช้มาก่อน แต่ความผิดพลาดเกิดมากขึ้นเมื่อนักวิชาการเสนอประเด็นปัญหาในภาคปฏิบัติ การบริหารราชการแผ่นดินก็เริ่มมีความน่าแคลงใจ เอาคนตัวเองเข้าไปนั่งในองค์กรต่างๆ เกิดการประท้วงและรัฐประหาร แต่สิ่งที่คนเคยวิจารณ์ในรัฐบาลก่อนๆกลับมาปรากฏในรัฐบาลคุณประยุทธ์ทั้งสิ้น แต่ไม่มีเสียงสะท้อน เกิดความเงียบเฉย เอาคนตัวเองไปนั่งองค์กรต่างๆ ทั้งรัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ
“ผมไปร้องเรียนเรื่องการเอาเครือญาตินั่งเป็นผู้ช่วยรับประโยชน์ในสภา ตกลง10ปีที่แล้วกับปัจจุบันต่างกันอย่างไร จนถึงการซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพที่ใช้เงินแสนล้านก็วิจารณ์พอหอมปากหอมคอ หรือกรณีคนใกล้ชิดนายกฯที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากเครือญาติก็ไม่มีการชี้แจง หรือการสร้างรถไฟทางเร็วสูง การจัดซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบินขับไล่
“เรื่องเศรษฐกิจ พืชผลการเกษตรราคาตกเป็นประวัติการณ์ แต่รัฐบาลก็ยังเหมือนไม่รับรู้ ปัญหาน้ำท่วมเหนืออีสานรัฐก็ให้ข้อมูลบิดเบือนเช่นข่าวอ่างเก็บน้ำแตกที่ไม่รับความจริง นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลที่เรียกว่ารัฐบาลคนดี ล่าสุดมีปัญหาการสั่งการณ์ให้สื่อรายงานการลงพื้นที่ซึ่งใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ ม.35 ชัดเจน อาจต้องร้องให้ปปช. หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปัญหาเมื่อสิบปีที่แล้วเวียนกลับมา สังคมไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” นายศรีสุวรรณกล่าว
รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องทำให้คนมีงานทำ มีอาชีพมีรายได้ แต่การจัดระเบียบไล่คนค้าขายข้างถนนทำให้คนในกรุงเทพตกงานจำนวนมากรัฐบาลกวาดคนเหล่านี้ออกจากระบบเศรษฐกิจ เป็นผลทำให้กำลีังซื้อให้สังคมตกลงมาก และมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงมากเกินไป กำลังซื้อคนชั้นกลางติดหล่มจากนโยบายรถคันแรกและบ้านหลังแรก พยายามแก้ด้วยการใช้งบประมาณรัฐบาลแต่ก็ไม่พอ พยายามให้นักธุรกิจไทยลงทุนในประเทศ แต่นักธุรกิจก็ไปลงทุนประเทศอื่นด้วยแรงงานราคาถูก แต่จะเกิดปัญหาในอนาคต สิ่งนี้เกิดจากปัญหาการศึกษา การวิจัยและพัฒนา รวมถึงนโยบายที่สับสนของรัฐบาล ที่ผ่านมาการวิจัยและพัฒนาไม่เคยมีในรัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์ แต่รัฐบาลชุดนี้เริ่มต้นทำ ต้องชื่นชมนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ที่ให้ความสำคัญการวิจัยและพัฒนา
“ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทำให้เวลานี้ไทยเสียงโอกาสสำคัญ ยืนอยู่หลังมาเลเซียสัก5ปี สิงคโปร์ เกาหลี ใต้ และไต้หวันผ่านระบบเผด็จการมาแล้วทุกประเทศแต่ระบบเผด็จการทำให้ประเทศเขาเกิดเสถียรภาพ ต่างกับไทยเกิดการต่อสู้แย่งชิงขาดเสถียรภาพ อีกทั้งปัญหาการกระจายรายได้ที่แตกต่างกันรุนแรงมากขึ้นในไทย ธุรกิจขนาดเล็กและใหญ่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ไม่เท่าเทียมกัน ด้วยดอกเบี้ยเงินกู้ที่แตกต่าง นโยบายสร้างรถไฟความเร็วสูงและเขตเศรษฐกิจพิเศษคือการไล่คนจนให้ออกไปจากพื้นที่ คนได้ประโยชน์คือแรงงานต่างชาติ” รศ.ดร.สังศิตกล่าว
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ กล่าวว่า คนยังเข้าใจเรื่องประชานิยมผิด ทั้งโลกทำเรื่องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ให้มีรายได้มากขึ้น พอบอกประชานิยมเลวแล้วไม่ใช้จ่ายจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เราทำประชานิยมมาสิบปีแต่หนี้สาธารณะไม่ได้มากแบบอาร์เจนตินา ต่อให้บอกว่าทำจำนำข้าวเจ๊งแต่หนี้สาธารณะก็ไม่ได้สูง ถ้าการทำนโยบายผิดจริงก็ว่าไปตามผิด แล้วเก้าแสนล้านบาทที่ท่านสมคิดบอกว่าจ่ายไปแล้วเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นแบบนี้ต้องตรวจสอบเป็นความผิดหรือไม่รวมถึงนโยบายอื่นที่รัฐบาลเคยทำมาทุกโครงการอย่างการสร้างโรงพักมีการตรวจสอบหรือไม่
ภายใน 7ปีนี้ไทยจะหล่นจากอันดับ 2เป็นอันดับ 5ของอาเซียน ปัจจุบันนักลงทุนต่างประเทศหายหมดเพราะไม่มั่นใจเรื่องภาษี เมื่อเจรจาเขตการค้าเสรีไม่ได้ การบอกว่าต้องกลับไปเลือกตั้งนั้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรง ใน5-10ปีนี้ปัญหาเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปมากด้วยเทคโนโลยี ถ้ารัฐบาลมองไม่ออกในอนาคตคนจะตกงานมาก เราโชคร้ายที่อยู่ในจังหวะที่โลกกำลังเปลี่ยน ไทยจะล้าหลังเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ อดีตเรามีรัฐธรรมนูญที่พรรคการเมืองเข้มแข็ง แต่ปัจจุบันเราเขียนรัฐธรรมนูญที่อยากเห็นบุคคลเข้มแข็งย้อนกลับไปในอดีตอีก ตั้งโจทย์ให้พรรคการเมืองอ่อนแอเพื่อมีนายกฯคนนอกหรือเปล่า ประเทศจะเละ แต่ละคนก็จะเอาประโยชน์ตัวเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นใน10ปีนี้ เพราะเราต้องการทำลายพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกหรือเปล่า
นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจตอนนี้ยังครองแชมป์ต่ำสุดในการเติบโตในภูมิภาค และส่วนต่างดอกเบี้ยสูงสุดในภูมิภาค ดอกเบี้ยเงินกู้ 7.5 แต่ดอกเบี้ยเงินฝาก 0.5 ส่วนต่างดอกเบี้ยสถาบันการเงินได้เปรียบฝ่ายเดียว ส่วนต่างสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก คนจนเอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยหมด ทำให้กำลังการบริโภคลดลงรุนแรง ภาพรวมเศรษกิจโลกกระเตื้องกว่าปีที่แล้ว ทำไมไทยยังคงที่ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตในภูมิภาค ปัญหาเศรษฐกิจบ้านใหญ่สุดคือการลงทุนถดถอยมากทั้งจากการลงทุนจากต่างประเทศและจากในไทยเอง ยังมีเครื่องมือช่วยกระตุ้นได้อีกมาก
การบริโภคน่าเป็นห่วงสุดคือเกษตรกร แต่รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จับต้องได้ ไม่เอาประกันราคา ไม่เอาจำนำ แล้วจะเอาอะไร แต่ใช้เงินไปแล้ว1.1ล้านล้านบาทใน3ปี อัดฉีดแปบเดียวแล้วก็แผ่ว เรื่องข้าวถ้าจะจำนำราคาต่ำกว่าราคาตลาดไม่เสียหาย ช่วยดันราคาได้บ้าง ถ้าจะประกันรายได้ก็ตั้งชื่ออย่างอื่น แต่นี่ไม่มีนโยบายเลย ภาคเกษตรเดือดร้อน
นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า ปัญหาที่ผ่านมาไม่ใช่เราไม่ทำอะไร หลายสิ่งเราต้องทำเชิงรุก เชิงป้องปราม บางฝ่ายหาว่าสตง.ติโน่นนี่ ไม่กล้าทำงาน ถ้าไม่กล้าก็ลาออกไป ถ้าสังคมไม่มีเครื่องมือตรวจสอบจะเชื่อได้อย่างไรว่าเกิดความโปร่งใส ล่าสุดเราห่วงเรื่อง อปท. มักใช้เงินพาคนไปดูนั่นนี่ ถ้าเป็นประโยชน์เราไม่ท้วงติง แต่ถ้าไม่ตอบโจทย์เราต้องติติง จะมาทำโครงการแล้วแอบแฝงประโยชน์ บอกจะมาให้กำลังใจ ผมก็เลยทำหนังสือไปมหาดไทย
“รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่มหน้าที่ให้สตง. เรื่องข้าวที่ผ่านมาเราเตือนไปแล้วสี่ครั้ง ข้าวเน่าข้าวปลอม ข้าวสวมสิทธิ จึงให้อำนาจเชิญปปช. กกต. มาปรึกษาว่ามีความเสียหายมีผลประโยชน์ทับซ้อน นโยบายไม่เหมาะสม แอบแฝงการหาเสียง ถ้าเห็นพ้องกับสตง. ก็จะเบรกการใช้จ่ายเงินไปที่สภาได้ ไม่รู้ว่าก้าวล่วงอำนาจการบริหารหรือเปล่า แต่แบบไทยๆจำเป็นต้องมี เพราะประวัติศาสตร์เคยเกิดเหตุแล้ว
“ส่วนเรื่องที่รัฐธรรมนูญยังไม่ได้เขียนถึง คือการใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่แล้วเสียหายที่เรียกว่าค่าโง่ องค์การต้านคอร์รัปชั่นเสนอว่าในโครงการที่มีความเสียหายแล้วสตง.มีอำนาจเพิ่มในการทวงคืนความเสียหาย ส่วนการใช้ ม.44 บางท่านบอกว่าดี เป็นยาสารพัดประโยชน์ เป็นมาตรการใหม่ในการเอามาใช้หยุดยั้งการบริหาร เพราะกว่าเราจะสอบสวนได้เขาเอาไปอีกเยอะเลย ถือเป็นสิ่งดีๆที่มีขึ้นได้ แต่ถ้านักการเมืองมาแล้วจะหายไปไหม เราต้องคิดว่าสิ่งดีๆที่มีอยู่แล้วจะต้องไม่แก้ไขเพื่อผลประโยชน์ต่างๆ” นายพิศิษฐ์กล่าว
นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริต สปท. กล่าวว่าเรามีกฎหมายและองค์กรอิสระเรื่องการปราบปรามทุจริตมาก ยิ่งปราบยิ่งเยอะ ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายรัฐ สิบกว่าปีนี้นโยบายก่อให้เกิดการทุจริตตั้งแต่ทำเนียบยันทุ่งนา กระจายอำนาจให้อบจ. อบต. นำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน ปัญหาคือประชาชนไม่มีส่วนตัดสินใจในนโยบาย แผน5ปีพัฒนาทั้งท้องถิ่นและประเทศ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เรื่องทุจริตเป็นเรื่องที่ประชาชนเรียกร้องให้แก้ไข ผมเสนอว่ามี บางหน่วยงานที่ก่อให้เกิดการทุจริตกับประเทศนี้ เช่น กระทรวงคมนาคม มีโปรเจ็กต์ยักษ์ ถ้าไม่เปิดเผยการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนให้ถอดถอนทั้งหมด อีกทั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั้งระบบ ต้องวางกลไกเครือข่ายภาคประชาชนมีสิทธิรู้ก่อนนำเงินไปใช้
นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ประชาชนหวังความเป็นธรรมแต่ไปไม่ถึงความเป็นธรรมด้วยโครงสร้างที่กดทับ เราพูดถึงการปรองดองกันแต่ดูเป็นความหวังรางเลือน รากเหง้าความแตกแยกคือความแตกต่างเหลื่อมล้ำจากการจัดสรรผลประโยชน์ งบประมาณไม่ถูกจัดสรรไปคนข้างล่าง ประชาชนต้องปรองดองกันเองเพราะพึ่งใครไม่ได้แล้ว ถ้าเราปล่อยให้คนไม่กี่คนกำหนดทิศทางประเทศแบบนี้จะไปไม่ได้ การล้มของรัฐบาลอาจไม่เกิดจากประชาชน แต่เกิดจากการสะดุดขาตัวเองล้ม

