วันนี้ (20 ส.ค.) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ คณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) ร่วมกับพรรคใต้เตียง มธ. จัดเสวนาหัวข้อ “ไม่จำนำข้าวแล้วจะเอาอะไร” และแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด ร่วมเสวนา
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันนี้เราเป็นประเทศที่มีความพร้อมในการจัดสรรดูแลคนมีรายได้น้อยแล้ว พร้อมขนาดซื้อเรือดำน้ำได้ด้วยซ้ำ ในสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลเราก็ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เราต้องใช้งบสำหรับต้องดูแลคนมีรายได้น้อยก่อน ชาวนาถือเป็นร้อยละ 23 ของประเทศ การดูแลชาวนาด้วยระบบจำนำข้าวมีมากว่า 30 ปี มาหยุดตอนนโยบายประกันราคาข้าวที่มีช่องโหว่คือไม่ว่าจะปลูกจริงหรือไม่ก็สามารถมาขึ้นเงินชดเชยได้ และมีรายงานจากสำนักนายกรัฐมนตรีว่ามีภาพถ่ายดาวเทียมว่ามีในบางพื้นที่ มีพื้นที่นาจริงๆ น้อยกว่าจำนวนที่มาขอเงินชดเชย ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ ทำให้โครงการรับจำนำข้าวเกิดขึ้น ซึ่งในรัฐบาลปัจจุบันก็มีการจำนำยุ้งฉาง ซึ่งชาวนาจำนวนมากไม่มียุ้งฉางแล้วแต่รัฐบาลนี้ก็ให้เป็นการเอาเงินให้ชาวนาไปเลยทันที
“ที่ผ่านมาสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยืนยันแล้วว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้ชาวนามีรายได้ดีขึ้น ยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลได้ประโยชน์อะไร และถือเป็นทางเลือกที่ได้ผล ส่วนที่มีการดำเนินการหากเกิดความเสียหายขาดทุน หรือรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายเป็นการคำนวณมาว่าต้องใช้งบชดเชยเท่าไร สุดท้ายทำให้ชาวนามีรายได้ดีขึ้น”
ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้จะแก้ไขอะไรในโครงการจำนำข้าว เราก็คงจะใช้เวลาอธิบายในสิ่งที่เราตั้งใจทำมากกว่านี้ เพราะเราทำงานกันหนักแต่อธิบายน้อย หากทราบว่าจะต้องจะเป็นเรื่องเป็นราวแบบปัจจุบันผมจะยอมทำงานอื่นน้อยลงเพื่ออธิบายเรื่องจำนำข้าวให้คนเข้ามากกว่านี้ ส่วนเรื่องทุจริตไม่ว่าจะองค์กรใหญ่น้อยที่ไหนต่างก็มีความพยายามในการทุจริต แต่เรามีกลไกการตรวจสอบ โครงการนี้ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันก็มีโครงการบางโครงการที่เกิดเรื่องลักษณะนี้อยู่ด้วยซ้ำและไม่ว่าจะเป็นพี่หรือน้องของใครเราก็ต้องจัดการให้เด็ดขาด
ด้าน นายประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผมจะไม่เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ในโครงการรับจำนำข้าวเพราะมีคนวิจารณ์มากพอแล้ว แต่วันนี้เราผลิตข้าวได้ 33 ล้านตันต่อปี และในช่วงโครงการรับจำนำข้าวเราผลิตข้าวได้มากสุดถึง 38 ล้านตันต่อปี ซึ่งใช้บริโภคภายในประเทศคิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ และในเมื่อเราต้องพึ่งการส่งออกอยู่ รัฐก็ควรมีหน้าที่ต้องดูแลชาวนา ที่ผ่านมารัฐขูดรีดชาวนา ในอดีตชาวนาถูกเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ปัจจุบันกลายเป็นอาชญากรของชาติ มีคนตั้งคำถามว่าปลูกไปทำไม ไปปลูกหม่ามุ่ยดีกว่าด้วยซ้ำ และหลังยกเลิกโครงการจำนำข้าว ทำให้ข้าวราคาตกเหลือตันละ 6,000-7,000 บาท เมื่อเทียบกับจำนำข้าวให้ตัน 15,000 บาทหักความชื้นก็เหลือประมาณ 13,000 บาท คิดดูว่าจาก 13,000 บาทเป็น 6,000 บาท ทำให้ปัจจุบันชาวนาต้องทำนาแบบประคองตัวไปปีต่อปี ส่วนที่ว่าทำไมเราไม่แปรรูปเป็นข้าวอินทรีย์ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก วันนี้ถ้าชาวนาไม่มีนโยบายอะไรมาช่วยชาวนาจะอยู่ได้หรือไม่ คำตอบคืออยู่ไม่ได้ วันนี้ชาวนาต่างปรับตัวเยอะ ทั้งไปปลูกอย่างอื่น หรือเลี้ยงสัตว์น้ำแทนเพื่อทำให้ตัวเองมีรายได้มากขึ้น แล้วถ้าจะให้ชาวนาเปลี่ยนอาชีพเป็นอย่างอื่นมันก็ยากไป ลำพังแค่ปลูกอย่างอื่นในที่นาก็ต้องศึกษากันเพิ่มแล้ว ผมจึงขอยืนยันว่าไม่ใช่ชาวนาไม่ปรับตัวแต่เขาปรับตัวบนพื้นฐานของเขา รัฐมีหน้าที่ทำอย่างไรไม่ให้เขาถูกเอารัดเอาเปรียบ
เวลารัฐบาลพูดว่าจะไม่ทำแบบประชานิยม แต่เขาก็ทำ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่ามันผิด เช่น จำนำยุ้งฉางซึ่งมีค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวมีการให้เงินอุดหนุน ซึ่งไม่ต่างจากประชานิยม แต่สุดท้ายก็ยังไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิตของชาวนาอย่างยั่งยืนอยู่แล้ว
เราไม่สามารถให้ชาวนาทั้งหมดหันไปทำอาชีพอื่น ซึ่งเรื่องการอุดหนุนก็จำเป็นต้องมีอยู่ เราอยู่ในราคาตันละ 6,000 บาทไม่รอดแน่นอน ส่วนการปรับให้ชาวนาทำข้าวคุณภาพสูงก็จำเป็นต้องกันทั้งระบบ และการสนับสนุนข้าวอินทรีย์ของรัฐบาลนี้ยังไม่ค่อยชัดเจน วันนี้นโยบายนาแปลงใหญ่ก็ทำไปได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งดูผิดทิศผิดทาง จนต้องถอยกลับมาเป็นเพียงข้าวปลอดสาร สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เกษตรกรรายย่อยอยู่ได้ ไม่ถูกดักกินกำไรทุกขั้นตอน ทำให้คิดว่านโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นความหวังของชาวนาเลย

ขณะที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุดกล่าวว่า ก่อนจะถึง 25 สิงหาคมมีหลายคนบอกว่าบก.ลายจุดกับนายกิตติรัตน์จะถูกจับตา และทหารได้โน้ตมาเตือนว่าพิธีกรในงานเสวนานี้กรุณาอย่าเชิญคนที่มาฟังเสวนาไปให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นผมยืนยันว่าถ้าคนจะไปเขาไปกันเอง ส่วนเรื่องข้าววันนี้ยอมรับว่าข้าวเป็นพืชการเมืองและความมั่นคงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในฐานะเสบียงสงคราม เพราะข้าวอยู่ได้นานมากถ้าไม่โดนน้ำท่วมหรือหลังคาโกดังรั่ว วันนี้ถ้าประเทศไทยไม่ปลูกข้าวเราก็ต้องซื้อข้าวกิน หรือถ้าเราไม่ปลูกข้าวก็ต้องมีอย่างอื่นมาทำให้รายได้ดีขึ้น แม้แต่เศรษฐีในไทยก็ร่ำรวยมาจากการค้าข้าว และหลังจากเราจ่ายค่าแพ้สงครามให้อังกฤษเราก็ต้องจ่ายค่าแพ้สงครามเป็นข้าว 11 ล้านตันจากนั้นเราก็กลายเป็นประเทศส่งออกข้าว
“ผมขอพูดถึงนโยบายการช่วยเหลือชาวนาของแต่ละรัฐบาล เช่นโครงการประกันราคาข้าวที่ทำให้พ่อค้ารวย เพราะรัฐบาลจ่ายเงินให้แล้วเขาก็ไปกดราคากับชาวนา และเอาส่วนต่างกับรัฐบาล ส่วนโครงการจำนำข้าวมีจุดอ่อนคือใช้งบสูงและมีความเสี่ยงสูง รัฐบาลแบกภาระไว้ทุกอย่างทำให้มีความเสี่ยง ส่วนโครงการจำนำยุ้งฉางคือให้จ่ายค่ารักษาแต่ให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ในบ้านตัวเอง วันนี้ชาวนาผลิตได้แค่เท่าเดิมหรือลดลงเพราะมันเกินความต้องการ ไอเดียของรัฐบาลคือลดกำลังการผลิตลงโดยให้ไปปลูกพืชชนิดอื่น ส่วนไอเดียการลดการปลูกข้าวผมชอบ คือลดพื้นที่ปลูกข้าวแต่รัฐบาลต้องตอบชาวนาให้ได้ว่าจะให้ชาวนาไปปลูกอะไร เช่นการปลูกไม้ระยะยาว คิดง่ายๆ วันนี้รัฐบาลคิดอะไรเจ๊งหมด ถ้าวันนี้จะลดพื้นที่ปลูกข้าวอย่าไปหาพืชที่ระยะสั้น แต่ต้องหาปลูกพืชที่มีอายุนาน 30 ปีแล้วเอาเงินนั้นมาใช้หนี้แทน วันนี้ประเทศไทยส่งออกข้าวมากที่สุดคือไปประเทศเบนินที่อยู่ในทวีปแอฟฟริกา สูงถึง 1.4 ล้านตัน รองลงมาคือ จีน ไอเวอร์รีโคส แอฟริกาใต้ คาเมอร์รูน ฯลฯ ซึ่งฟังแล้วรู้สึกช๊อก และข้าวที่ส่งไปนั้นส่วนใหญ่คือข้าวขาว แต่ไทยไม่ได้ปลูกข้าวมากที่สุดในโลกเพราะอินเดียกับจีนต่างหากที่มากที่สุด เพราะฉะนั้นหากเราจะสู้เรื่องคุณภาพข้าวเราต้องนำข้าวหอมมะลิที่ถือเป็นข้าวคุณภาพของไทยมาสู้ ทางออกที่น่าสนใจคือการทำการตลาดเพื่อมนุษยธรรมในทวีปแอฟริกาซึ่งถือเป็นสตาร์ทอัพอย่างหนึ่ง

