หน้าแรก การเมือง ประธาน กสม.แฉ...

ประธาน กสม.แฉ ถูกล้มกระดาน เพราะผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ไม่ชอบกก.บางคน

22.08.17 | 16:00 น.

กสม.มติเสียงข้างมาก เสนอตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย หลัง สนช.เซตซีโร่ ชี้ไม่สอดคล้อง รธน. จำกัดสิทธิ-เสรีภาพ พร้อมแฉข้อมูลต้นเหตุล้มทั้งกระดาน เพราะมีผู้ใหญ่ของบ้านเมืองไม่พอใจการทำงานของ กสม.บางคน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 22 สิงหาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. แถลงมติ กสม. กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กสม. ว่าตนได้รับร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อช่วงเช้าวันนี้ และมีการนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กสม. แต่ยังไม่สามารถพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้งหมดได้ เบื้องต้น กสม. ได้ข้อยุติอย่างน้อย 1 มาตรา โดยเป็นมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 เห็นว่า มาตรา 60 ของร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดให้ กสม. ชุดที่ 3 พ้นจากตำแหน่งทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ หลังจากนั้นก็ให้อยู่รักษาการนั้น ไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญปี 2560 เนื่องจากไม่สอดคล้องมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่า การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิบัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยชนของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย ประกอบมาตรา 3 มาตรา 4 ตามรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้น กสม.จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 วรรคห้าต่อไป เพื่อให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายต่อไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในการพิจารณาของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ยังสามารถแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายได้ แต่หากในชั้นกรรมาธิการ 3 ฝ่าย ยังมีปัญหาอยู่ ก็คงจะต้องดำเนินการต่อที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรนั้น ก็ต้องรอดูข้อกฎหมายในตอนนั้น

นายวัสกล่าวอีกว่า กระบวนการของกรรมาธิการ 3 ฝ่าย แม้ตนจะเป็นเพียง 1 เสียงข้างน้อย แต่ก็จะพยายามอธิบายเหตุผลให้ทราบ แต่สุดท้ายที่ประชุมจะเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ประชุม ส่วนเมื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว จะใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งอาจจะยื่นได้ 2 ช่องทางคือยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าเหตุผลการเซตซีโร่ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ เพราะข้ออ้างของการเซตซีโร่มีการเปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ ทำให้เข้าใจได้ว่าการเซตซีโร่ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ กลับยิ่งจะทำให้สังคมโลกเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยทั้งที่ กสม.ชุดนี้ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อทำให้สถานะบีกลับมาเป็นเอ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญมากมาย

นายวัสกล่าวอีกว่า ใครที่มองว่า กสม.ออกมาต่อสู้เรื่องนี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง หากมองเฉยๆ อาจจะเห็นอย่างนั้นได้ แต่หากมองการทำงานของ กสม.ชุดนี้ว่ามีผลงานมากมายขนาดไหน แต่ละคนมีหน้าที่การงานเป็นอย่างไร ก็จะรู้ว่างานของ กสม.ไม่ใช่งานที่สบายจนต้องมาต่อสู้เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ซึ่งตนก็อยากรู้ว่าเหตุผลจริงๆ ของการเซตซีโร่คืออะไร แต่มีข้อมูลว่ามีข้อต่อรองจากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองที่ไม่พึงปรารถนาต่อการทำงานของ กสม.บางคน ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุผลเพียงแค่นี้จะล้มกระดานทั้งหมดเลยหรือ แล้วให้มีการสรรหาใหม่ ซึ่งก็มีคนรอเสียบ ที่จะเข้ามาเป็น กสม. ซึ่งบางคนอาจจะรอไม่ได้ เพราะมีอายุ 60, 67, 68 ปีแล้ว อาจจะมีอายุเกินเพดานที่กฎหมายกำหนด เขาคงรอไม่ไหว ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าทำไมตำแหน่งนี้ถึงปรารถนากันมากมาย

เมื่อถามว่า การทำงานแบบไหนที่ทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจและ กสม.ที่ไม่พึงปรารถนานั้นมีกี่คน นายวัสกล่าวว่า ตนก็ไม่แน่ใจ ไม่ยืนยันว่าเป็นเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ สำหรับบางท่านก็อาจใช่แต่บางท่านก็อาจไม่ใช่เหตุผลนี้

Advertisement