หน้าแรก การเมือง โทษจำคุก และอ...

โทษจำคุก และอุปกรณ์ลงทัณฑ์ของมัน : โดย กล้า สมุทวณิช

23.08.17 | 13:00 น.

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว เด็กหนุ่มผู้สดใสและมีอุดมการณ์ผู้หนึ่ง ได้จำยอมสารภาพยอมรับผิดต่อข้อกล่าวหาในคดีร้ายแรงที่สุดของประเทศนี้ ศาลได้ถือคำรับสารภาพนั้นตัดสินลงโทษจำคุกเขา มีกำหนดสองปีหกเดือน หากหักวันที่ถูกกักขังออกแล้ว ก็ยังเหลือโทษที่ยังต้องได้รับอีกราวหนึ่งปีกับอีกสิบเดือน

โทษจำคุกที่จองจำอิสรภาพในเนื้อตัวร่างกายของเขาไว้ในเรือนจำ จึงเป็นโทษหลักหรือโทษประธานที่เขาได้รับอยู่จนถึงบัดนี้ แต่หลังจากนี้ ยังมีสิ่งที่จะประกอบตามมา คือการได้รับโทษจำคุกของเขาในคดีนี้ นอกจากจะส่งผลในทางคดีต่อคดีอื่นๆ ที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินนั้นหมดโอกาสได้รับการรอการลงโทษ และอาจจะถูกขอให้นับโทษต่อซึ่งทำให้ระยะเวลาในการจำขังของเขาอาจจะยืดยาวออกไปแล้ว ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น คือการจำคุกดังกล่าวก็จะกักกันอนาคตในการเป็นทนายความสิทธิมนุษยชนที่เขามาดหมายเอาไว้ โดยไม่มีใครบอกได้ว่าจะพ้นโทษได้เมื่อใด ซึ่งถือเป็น “โทษอุปกรณ์” ของโทษจำคุกนั้น

เรื่องของ “โทษอุปกรณ์” หรือบางกรณีอาจจะเรียกว่า “โทษข้างเคียง” นี้ เป็นโทษในทางทฤษฎีนอกเหนือจากโทษอาญาห้าสถาน ที่จะส่งผลติดตามตัวบุคคลหลังจากที่ได้รับโทษทางอาญาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทษจำคุก ซึ่งโทษอุปกรณ์นี้จะส่งผลต่อเนื่องให้ต้องเสียสิทธิหรือสถานะทางกฎหมาย อย่างที่เราอาจจะเรียกกันง่ายๆ ว่า “เสียอนาคต” ก็ได้

อุปกรณ์แห่งโทษจำคุกนั้นมีต่อบุคคลทั่วไปอย่างไรบ้าง ประการที่น่าจะรู้กันดี คือการเสียสิทธิหรือโอกาสในอนาคตอันสำคัญในการทำงานทำการ เช่น การเป็นผู้เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ เป็นลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการทุกประเภท และอาจเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติในการประกอบอาชีพบางอย่าง เช่น เป็นทนายความ แพทย์ หรือนักบัญชี หากการต้องโทษจำคุกนั้นจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ รวมถึงถ้าเป็นนักกฎหมาย การต้องโทษจำคุกอาจจะทำให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา ไม่มีสิทธิสอบได้เป็นเนติบัณฑิต

นอกจากผลทางกฎหมายแล้ว ในทางปฏิบัติเราก็คงจะทราบกันดีว่า สำหรับการเข้าทำงานในหน่วยงานของเอกชนนั้น ส่วนใหญ่หลายที่ก็จะมีระเบียบหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่จะไม่รับผู้มีประวัติเคยได้รับโทษจำคุกเข้าทำงาน

Advertisement

ผลอีกประการของการต้องโทษจำคุกจริงโดยถูกนำไปขังในเรือนจำมาแล้ว หากไม่ใช่โทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ก็จะทำให้ไม่มีโอกาสได้รับการรอการลงโทษหากมีการกระทำความผิดในคดีต่อๆ ไปด้วย เว้นแต่จะพ้นโทษมาแล้วเกินกว่าห้าปี โดยคดีหลังจะต้องเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

เช่นนี้ โทษจำคุกซึ่งเป็นโทษประธานที่ลงต่ออิสรภาพนั้นว่าหนักหนาแล้ว แต่ “อุปกรณ์” ของมันก็รุนแรงและส่งผลต่อไปในระยะยาวไม่แพ้กัน ราวกับมีขื่อคาโซ่ตรวนล่องหนกักรั้งอยู่ แม้ตัวจะพ้นจากคุกตะรางเรือนจำไปแล้ว แต่โทษอุปกรณ์นั้นอาจจะติดตัวยาวนานกว่าระยะเวลาที่ถูกจองจำด้วยซ้ำไป

และแม้ว่าตามทฤษฎีของการลงโทษอาญาคือการแก้ไขเยียวยาผู้กระทำความผิดให้กลับคืนเป็นคนดีต่อสังคม เราจะเห็นได้ว่ามีการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้ผู้ต้องโทษในเรือนจำสามารถศึกษาเล่าเรียนจนจบได้วุฒิมีปริญญา แต่หาก “โทษอุปกรณ์” นั้นยังคงตกติดอยู่ ใบปริญญาที่ได้รับก็อาจจะมีค่าเพียงเอาไว้แปะฝาบ้านให้ภาคภูมิใจกันเป็นส่วนตัวหรือในครอบครัว แต่ก็เอาไปใช้สมัครรับราชการก็ไม่ได้ เข้าทำงานเอกชนในบริษัทหรือองค์กรก็ยากลำบาก อาชีพอิสระที่ต้องได้รับอนุญาตบางอย่างก็ทำไม่ได้ โอกาสที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีประกอบสัมมาชีพสุจริตนั้นก็เหมือนจะยากเย็นไม่เป็นไปตามทฤษฎี

สิ่งที่จะมาปลดอุปกรณ์แห่งโทษจำคุกในทางอาญานี้ได้ คือการล้างมลทินโดยผลของกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมานั้น จะมีการตราพระราชบัญญัติล้างมลทินขึ้นเฉลี่ยประมาณสิบปีต่อครั้งในโอกาสสำคัญต่างๆ ของบ้านเมือง เช่นครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2550 ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

สําหรับผู้ที่ยังคงมีโทษอุปกรณ์จากการถูกจำคุกติดค้าง จึงทำได้เพียงอดทนรอคอยอย่างมีความหวังให้เวลาอันเป็นมงคลอันเป็นโอกาสสำคัญเพียงพอและเหมาะสมต่อการออกกฎหมายล้างมลทินได้เวียนมาถึง
และสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือผู้ประสงค์จะเข้าสู่อำนาจทางการเมืองแล้ว อุปกรณ์แห่งการลงโทษนั้นยังมีเพิ่มเติมเข้าไป เป็นการลงทัณฑ์ในทางการเมืองด้วย

การต้องคำพิพากษาให้จำคุกแม้ไม่ใช่การจำคุกในเรือนจำจริงๆ ก็ส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ เช่น สำหรับสมาชิกรัฐสภาแล้ว หากโทษจำคุกนั้นมาจากคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีทั่วไปที่ไม่ใช่การ
กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ ก็ทำให้ต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพลง ส่วนกรณีของรัฐมนตรีและประธานสภาต่างๆ นั้นมีมาตรฐานสูงขึ้นมาอีก คือจะต้องพ้นจากตำแหน่งแม้แต่คำพิพากษาให้จำคุกนั้นยังไม่ถึงที่สุดเลยด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ การเคยต้องโทษจำคุกยังส่งผลต่อ “อนาคตในทางการเมือง” ด้วย เช่นการต้องโทษจำคุกในคดีทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่การกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษนั้น หากถูกลงโทษจำคุกจริงในเรือนจำ และยังพ้นโทษมาไม่ถึงสิบปี จะทำให้ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเป็นรัฐมนตรีได้

และยิ่งถ้าเป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยแล้ว การที่เคยต้องคำพิพากษาว่ามีความผิดในคดีที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 98 (9)-(11) จะถือเป็นลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาแห่งการต้องห้าม

ความผิดอุกฉกรรจ์ที่ส่งผลให้หมดโอกาสดำรงตำแหน่งสำคัญในทางการเมืองดังกล่าว ได้แก่ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการ
กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน ทั้งนี้ รวมถึงกรณีเคยต้อง
คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือคำพิพากษาว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้งด้วย

ดังนั้น สำหรับนักการเมืองหรือผู้ที่ประสงค์จะเข้าสู่อำนาจทางการเมืองแล้ว การต้องโทษจำคุกในความผิดดังกล่าว ไม่ว่าจะได้รับการรอการลงโทษ หรือได้รับโทษจริงด้วยการนำตัวไปจองจำไว้ในเรือนจำแล้ว โทษจำคุกในความผิดอาญาอันเป็นประธานนั้น ก็อาจจะไม่ร้ายแรงไปกว่าการลงทัณฑ์ทางการเมือง ด้วยอุปกรณ์แห่งโทษจำคุกนั้นก็ได้

ทัณฑ์ทางการเมืองที่ว่ามานี้ เป็นมรดกตกทอดของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 35 (4) ที่กำหนดให้มี “…กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด…”

ยิ่งกว่านั้น ด้วยถ้อยคำของกฎหมายใช้คำว่า “เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิด” ดังนั้น จึงไม่เกี่ยวกับว่าจะได้รับ “โทษ” เพราะคำพิพากษานั้นด้วยหรือไม่ รวมทั้งไม่คำนึงว่ามีคำพิพากษาให้ลงโทษแล้ว จะมีการบังคับโทษนั้นจริงหรือไม่ ดังนั้นหากมีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดแล้ว ไม่ว่าศาลจะรอการกำหนดโทษไว้ หรือรอการลงโทษให้ แต่นั่นก็เป็นการรอให้แต่เฉพาะต่อโทษทางอาญาเท่านั้น หากทัณฑ์ในทางการเมืองนั้นไม่ได้ถูก “รอ” ไว้ให้ด้วย

และสิ่งที่อาจจะต้อง “ยอมรับ” ในความรอบคอบของผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ในฉบับชั่วคราวที่เป็น
ส่งผลสืบทอดมายังรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่เลือกวิธีกีดกันผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีมลทินจากการถูกกล่าวหาในความผิดอันร้ายแรงเหล่านั้น ด้วยใช้เพียงเกณฑ์การต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิด ก็ตัดสิทธิในการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด โดยไม่สามารถล้างมลทินโดยผลของกฎหมายได้เลย

เพราะตามกฎหมายหลักของกฎหมายล้างมลทินนั้น เป็นการ “ล้างโทษ” โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ซึ่งรวมถึงโทษทางวินัยต่างๆ ด้วย แต่สิ่งที่ “ล้าง” ออกไปโดยผลของกฎหมายได้แก่ “โทษ” เท่านั้น แต่ไม่อาจล้าง “ความผิด” ที่เคยต้องคำพิพากษาของศาลพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิดออกไปได้

เช่นนี้สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว โทษอุปกรณ์ของการต้องคำพิพากษาตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่กล่าวไว้แล้วนั้น คือการ “ประหารชีวิต” ในทางการเมืองนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมืองพิพากษาลงโทษหลายต่อหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นมากมายภายหลังการรัฐประหารปี 2557 นั้น หลายคนรับโทษไปจนพ้นโทษ หรือใกล้พ้นโทษ ได้รับการพักโทษแล้ว ได้รับเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกายกลับคืนมาทุกประการแล้ว หากแต่พวกเขายังจะต้องถูกลงทัณฑ์ทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญจองจำไว้อย่างไม่รู้จบ ด้วยการตัดริบเอาอนาคตในทางการเมืองของพวกเขาไปแล้วตลอดกาล

ซึ่งรวมถึงผู้ที่รอคำพิพากษาที่จะมีขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ด้วย ว่าท่านและเธอจะได้รับโทษประธานหรือไม่เพียงไร และจะส่งผลให้เกิดโทษอุปกรณ์เช่นที่กล่าวไว้หรือไม่

เมื่อลองพิจารณากันในแง่นี้แล้ว สาระสำคัญที่แท้จริงของการกล่าวหาเพื่อลงโทษนั้น อาจจะอยู่ที่ตัว “อุปกรณ์” มากกว่าตัว “ประธาน” ก็เป็นได้