หน้าแรก การเมือง พายุปฏิกิริยา...

พายุปฏิกิริยา เมื่อ ‘ปู’ หนีศาล

27.08.17 | 08:59 น.

เป็นข่าวสั่นสะเทือน เมื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มาตามนัดอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว ด้วยเหตุผลว่าป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยไม่มีใบรับรองแพทย์ ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกัน

ไม่กี่ชั่วโมงข่าวสะพัดว่าอดีตนายกฯเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว

หักทุกปากกาเซียนที่เชื่อว่าเธอน่าจะมาฟังคำพิพากษาครั้งสำคัญ ดังที่เคยบอกว่า “ถ้าต้องการหนี ดิฉันคงหนีไปแต่แรกแล้ว จะไปขึ้นศาลทำไม” ตามมาด้วยปฏิกิริยาจากทุกฝ่าย

ทั้งงุนงง ผิดหวัง สนับสนุน ดีใจ และคำเสียดสีต่างๆ

บรรยากาศเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม กลุ่มผู้สนับสนุนยิ่งลักษณ์ที่มารอให้กำลังใจหน้าศาลฎีกาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เต็มไปด้วยความงุนงง เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีแกนนำคอยแจ้งข่าว

Advertisement

บางส่วนเมื่อทราบข่าวทางสื่อออนไลน์ว่าอดีตนายกฯปูจะไม่มา ก็เริ่มมีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ บางส่วนไม่มั่นใจข่าวที่ได้รับจึงยังรอคอยต่อไปจนถึงช่วงบ่าย ส่วนใหญ่ยอมรับว่าผิดหวังที่ไม่ได้เจอหน้าอดีตนายกฯ แต่ก็เข้าใจและโทษเธอไม่ได้ เพราะรับรู้ก่อนจะมาแล้วว่ายิ่งลักษณ์โพสต์เฟซบุ๊กก่อนการพิพากษา ขอให้คนที่ให้กำลังใจไม่ต้องเดินทางมาศาล ให้รอฟังข่าวอยู่บ้าน ด้วยไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายอันอาจเกิดจากมือที่สาม

โพสต์นี้เองที่มีการวิเคราะห์ว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าเธอจะไม่อยู่ในประเทศแล้ว และจะไม่ได้พบหน้าผู้สนับสนุนอีก จากประโยคที่ว่า “การเดินทางมาศาลเพื่อให้กำลังใจดิฉันนั้น ครั้งนี้เราจะไม่ได้พบปะ เห็นหน้า หรือสื่อความรู้สึกถึงกันได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา”

ต่อมา นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวหลังได้รับรายงานเรื่อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า

”เมื่อเช้ายังนึกดีใจอยู่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคนกล้าหาญ มารับการพิจารณา แต่ต่อมาได้รับการแจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มาเพราะป่วยปัญหาน้ำในหู”

และอีกหนึ่งอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ที่ไปงานปฐมนิเทศครูเมืองคอน “ทราบข่าวแล้วใช่ไหมครับ ดีใจหรือเสียใจ ข่าวไม่มาศาลทุกคนคงทราบกันแล้ว น้ำในหูไม่เท่ากัน ไม่มีใบรับรองแพทย์ถือว่าเท็จ ผมพูดเรื่องจริง ไม่ได้ทับถม มีหมายจับแล้ว ผมไม่พูดนะ แต่มาพูดเรื่องการศึกษา 4.0” ตามมาด้วยเสียงเฮลั่นห้องของคุณครู

ภายหลังอภิสิทธิ์ออกมาอธิบายเพิ่มเติมว่า มีการรายงานคำพูดตนคลาดเคลื่อน ตนเพียงแจ้งข้อเท็จจริงให้ผู้เข้าฟังการบรรยายทราบ ไม่อยากให้สื่อมวลชนสร้างความขัดแย้งบนความเข้าใจผิดโดยเฉพาะในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน เป็นการชี้แจงว่าไม่ได้ “เย้ย” ตามพาดหัวข่าวออนไลน์สำนักหนึ่ง

ขณะที่วงการสื่อที่ถดถอยย่อยยับด้วยสภาพเศรษฐกิจ การเมือง บางค่ายสนุกสนานกับการสวมบท “คนดี”เย้ยหยามชะตากรรมของสองพี่น้อง ที่คนกลุ่มนี้เชื่อว่าเป็นสาเหตุของวิกฤตในประเทศ

ในแวดวงนักเขียน-ปัญญาชนก็คล้ายกัน

สปอตไลต์ฉายจับ เมื่อ ไพฑูรย์ ธัญญา นักเขียนรางวัลซีไรต์และศิลปินแห่งชาติเมื่อปี 2559 และรองศาสตราจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โพสต์เฟซบุ๊กถึง “คดีหู” ในลีลาคำผวนแบบ “สรรพลี้หวน” อีกหนึ่งคือ จรูญ หยูทอง หรือ รูญ ระโนด นักเขียนและนักวิชาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่โพสต์กลอน “คดีหู” ในลีลาคล้ายกัน

โพสต์ดังกล่าวถูกลบแต่คนตาดีแคปภาพและแชร์ออกไปวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี นักวิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.เชียงใหม่ ระบุุดุเดือดว่า ถ้าคุณอยากวิจารณ์ยิ่งลักษณ์จากการกระทำทางการเมืองของเธอ ดิฉันไม่ว่า ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะเห็นต่าง มองโลกทางการเมืองที่แตกต่างกันได้ ด่าและวิพากษ์จากจุดยืนที่ตรงกันข้ามกัน และต่อสู้กันไปตามตรรกะและวิธีคิดของใครของมัน

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณลงไปเล่นกับอวัยวะเพศของเธอ มันไม่ใช่การวิพากษ์ทางการเมืองอีกต่อไป หากแต่คือการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงผ่านภาษา ที่ถูกกลบเกลื่อนทำให้เป็นเรื่องขำขันผ่านการเล่นคำผวนที่หยาบโลน ชี้ชวนให้ผู้คนเข้ามากลุ้มรุม มีทั้งผู้ที่ถูกเรียกว่ากวีซีไรต์และศิลปินดีเด่น พร้อมทั้งเหล่าเพื่อนพ้องที่เป็นชายของพวกเขา ที่เปลี่ยนลานกวี กลายเป็นลานสังเวยทางเพศอันน่าสนุกสนาน บันเทิงใจ — รศ.ปิ่นแก้วระบุ

อีกความเห็นจากผู้มีส่วนคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ศ.ดร.สมภาร พรมทา นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา โพสต์เปิดเผยว่า “ผมในฐานะคนรับผิดชอบคนหนึ่งในการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติปีที่แล้ว รู้สึกเสียใจ ไม่คาดคิดว่าคุณภาพศิลปินแห่งชาติจะเป็นอย่างนี้ ปีที่แล้ว เราใช้เวลาถกกันเรื่องศิลปินแห่งชาติยาวนานเป็นพิเศษ ผมพูดอะไรนอกห้องไม่ได้เพราะเสียมารยาท ฝากคณะกรรมการรำลึกถึงคำอภิปรายยาวเหยียดของผมเรื่องคุณสมบัติคนจะเป็นศิลปินแห่งชาติด้วยนะครับ ที่ผมเป็นห่วงนั้นมีมูลใช่ไหม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณยิ่งลักษณ์ แต่เกี่ยวกับการรักษามาตรฐานคุณสมบัติศิลปินแห่งชาติ ที่ผมมีหน้าที่และพันธะทางจริยธรรมที่จะไม่นิ่งเฉย”

อีกหนึ่งนักเขียนซีไรต์ วีรพร นิติประภา โพสต์ว่า “จะชอบหรือไม่ชอบคุณยิ่งลักษณ์นั่นเป็นอีกเรื่อง แต่ความสง่างามหนึ่งของรัฐบาลเธอคือการยืนหยัดช่วงเวลายากลำบากมาโดยไม่เปื้อนเลือด”

ผศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการนิติศาสตร์ โพสต์ว่าคนจำนวนมากไม่ได้คาดคิดอยู่แล้วว่ายิ่งลักษณ์มีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำทางการเมืองแบบเปลี่ยนแปลงใหญ่ มีหลายคนหวัง แต่เพื่อการต่อสู้ทางการเมืองมากกว่า โดยคาดว่าการเสียสละยอมเข้าคุกจะช่วยให้ “จุดติด” ขึ้นมาได้

”ผมไม่เคยคิดว่าคุณยิ่งลักษณ์จะสามารถทำได้แบบที่อินทิรา คานธี, เบนาซีร์ บุตโต, ออง ซาน ซูจี, รุซเซฟ ทำ การเข้าสู่วงการทางการเมืองของคุณยิ่งลักษณ์เป็นเช่นไร เกิดจากอะไร ทุกท่านก็คงทราบกันดีอยู่แล้ว ต่อให้คุณยิ่งลักษณ์เข้าคุก ผมก็คิดว่าไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ … และต่อให้มีเหตุการณ์ที่จุดติด จน คสช.เสียท่า คสช.ก็มีไพ่ใบสุดท้ายคือ การจัดให้มีการเลือกตั้งทันที

“ข้อเรียกร้องให้คุณยิ่งลักษณ์เป็นผู้นำมวลชน เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง หรืออย่างน้อยช่วยเสียสละอิสรภาพของตนเองเพื่อเป็น “สัญลักษณ์” คงเป็นเรื่องคาดหวังเกินจริง เป็นเรื่องเพ้อฝันไป ถ้าคิดได้แบบนี้ ก็จะไม่ผิดหวังมากนัก”

 

โดยในตอนท้ายมองถึงการเมืองยุคหลัง “ชินวัตร” ว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะเปิดพื้นที่ใหม่

 

“ใครที่เห็นว่าการเมืองไทยจะเป็นแบบเดิมๆ ตลอด 12 ปีนี้ ไม่ได้อีกแล้ว ใครที่เห็นว่าการเมืองไทยต้องหลุดพ้นจากความขัดแย้งชุดนี้ เพื่อไปสู่การสร้างระบบการเมืองใหม่ ใครที่เห็นว่าประเทศไทยสูญเสียโอกาสสำคัญไปกับ “ทศวรรษที่สูญหาย” ใครที่เห็นว่าประเทศไทยจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้ คนรุ่นใหม่ คนรุ่นถัดไป ถัดๆ ไป จะต้องไม่เจอและทนทุกข์กับสภาพเช่นนี้อีก ต้องลงมาทำ ช่วยกันทำ ถึงเวลาแล้วที่ต้องลงมือ พวกเขาเหล่านี้แหละ จะเป็นพลังสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง ขอให้ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เริ่มต้นทำอย่างจริงจัง สร้าง “ทางเลือกใหม่” อย่างแท้จริงให้กับสังคมไทย” ผศ.ปิยบุตรระบุ

และนั่นคืออารมณ์ความรู้สึกในแบบต่างขั้ว ต่างความคิด ที่สะท้อนว่าประเทศไทยยังไม่ไปไหน จากจุดวิกฤตที่เริ่มต้นและดำเนินมากว่าทศวรรษแล้ว