เมื่อวันที่ 27สิงหาคม นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง มีการสั่งให้จำเลยเอกชนที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดในคดีโครงการระบายข้าวเเบบรัฐต่อรัฐ ชดใช้ค่าสินไหมความเสียหายจากโครงการกว่า 1.6หมื่นล้านบาทเศษว่า การเรียกร้องให้จำเลยที่ 7 ถึง 28 ที่เป็นเอกชนร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี ที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง มีที่มาจากการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับพวก และแจ้งให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการให้เอกชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ชดใช้ค่าเสียหายตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 73/1 ซึ่งบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายชดใช้ค่าเสียหาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีอาญาผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในทางทรัพย์สินหรือเป็นการละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐแต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่เคยมีหน่วยงานรัฐยื่นคำร้องขอให้เอกชนที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐชดใช้ค่าเสียหายต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่อัยการเป็นโจทก์มาก่อนเลย และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่เคยมีคำพิพากษาให้เอกชนที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐชดใช้ค่าเสียหายให้แก่หน่วยงานของรัฐมาก่อนด้วย
ที่ผ่านมาคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเป็นการตัดสินลงโทษจำคุก ปรับ ให้ชดใช้เงินคืน ริบทรัพย์สิน ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ตัดสิทธิทางการเมือง แต่ไม่เคยมีคำพิพากษาให้เอกชนที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายมาก่อน ทางกระทรวงพาณิชย์จึงได้หารือเรื่องนี้มายังสำนักงานอัยการสูงสุดว่า การเรียกค่าเสียหายจากเอกชนที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะสามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ เพื่อขอให้บังคับจำเลยที่เป็นเอกชนชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้หรือไม่ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดก็ได้มีความเห็นว่า ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อขอให้เอกชนที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งทำให้ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน 2559 หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 ราย เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง ได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 7 ถึง 28 ที่เป็นเอกชนร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
มีข้อกฎหมายที่น่าสนใจว่า หน่วยงานของรัฐดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 7 ถึง 28 ที่เป็นเอกชนร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ได้ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 18 กำหนดว่า หากไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีเพื่อใช้แก่การปฏิบัติงานของศาล ให้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับสำหรับคดีอาญาโดยอนุโลม จึงสามารถนำเอาบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ดังกล่าวมาใช้บังคับในคดีนี้ได้
นอกจากนี้ การที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและทำให้หน่วยงานของรัฐอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง และทำให้คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐนี้กลายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาศาลตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “รูปคดีจึงกลายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และให้ฝ่ายจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีส่วนแพ่งตามกฎหมาย”
สำหรับคดีนี้ที่ศาลตัดสินให้จำเลยที่เป็นเอกชนบางรายชดใช้ค่าเสียหายแก่กระทรวงการคลัง และเป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรกที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วางบรรทัดฐานให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนแพ่งจากเอกชนที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ได้ และพิพากษาให้จำเลยที่เป็นเอกชนชดใช้ค่าเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นผลดีต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้ไม่ต้องไปยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งต่างหาก และคำร้องขอให้เอกชนชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 บัญญัติไว้ด้วย
โดยตนยังมีข้อสังเกตว่า การเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีนี้ เป็นการเรียกเฉพาะค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดของเอกชนเท่านั้น ส่วนค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นไม่ได้มีการยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีด้วย เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2542 และกระทรวงพาณิชย์ได้ออกคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2542 ให้เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำละเมิดได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ นายภูมิ สาระผล และเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 6 คน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร่วม 2 หมื่นล้านบาท จากการจงใจกระทำละเมิดให้ราชการเสียหายในโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไปแล้ว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง

