เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ณรรธราวุธ เมืองสุข ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก “ณรรธราวุธ เมืองสุข” หัวข้อว่า “(ข้อเขียนขนาดยาว)
จากวรรณคดีสรรพลี้หวน ถึง “คดีหู” ความนัยที่ซ่อนเร้น และคุณค่าระดับเดียวกัน?!? ”
เนื้อหาระบุว่า
(ผมอยากถามนักเขียน กวี นักวิชาการ หรือสื่อมวลชนภาคใต้ว่า พวกคุณได้จัดวางให้บทกลอน “คดีหู” ของ “คุณไพฑูรย์ ธัญญา” อยู่ในระดับเดียวกันกับวรรณคดีสรรพลี้หวน ใช่หรือไม่?)
ผมเห็นอยู่ห้าหกท่านในเฟรนด์ลิสต์ พยายามเลียบๆ เคียงๆ ยกตัวอย่างวรรณคดีสรรพลี้หวนเพื่อจะชี้ว่า การเอาเรื่องเพศมาแต่งล้อสร้างความบันเทิงนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไหนจะมุขปาฐะ หรือเพลงลำตัด เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ย้อนกลับไปถึงวรรณกรรมยุคเก่าตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา หรือต้นรัตนโกสินทร์ ก็ปรากฏบทคำผวนเล่นกันมานานแล้ว
ผมถามจริงๆ ว่า ท่านเชื่อมั่นในเหตุผลแบบนี้จริงๆ หรือ? ระดับปัญญาชน ยกเอาวรรณกรรมข้างแคร่ หรือคำผวนเรื่องเพศมาเทียบเคียงกับข้อเขียน “คดีหู” ที่บรรจุทัศนคติทางการเมืองและเพศสภาพของนักเขียนใหญ่ เอากันแบบนั้นหรือ?
วรรณกรรมหรือวรรณคดี “สรรพลี้หวน” คืออะไร?
วรรณคดีสรรพลี้หวนไม่ปรากฏชื่อและยุคของผู้แต่ง มีการคาดเดาว่าน่าจะแต่งในยุคต้นๆ กรุงรัตนโกสินทร์ เนื้อหาของสรรพลี้หวนว่าด้วยการแหกขนบของการเล่านิทานจักรๆ วงศ์ๆ ด้วยการใช้คำผวนตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งนิทานจักรๆ วงศ์ๆ นี้ นักวิชาการจัดให้อยู่ในความหมายของนิทานทรงเครื่อง นิทานประโลมโลก หรือนิทานวัดเกาะ (อ่านใน รายงานการวิจัย สรรพลี้หวน:การศึกษาในแง่สังคมวิทยาวรรณคดี, วีรวัฒน์ อินทรพร, คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม 16, 2542 ได้ประเมินคุณค่าทางวรรณคดีของวรรณคดีเรื่องนี้ว่า “สรรพลี้หวนมิใช่หนังสือลามก แต่เป็นหนังสือสัปดนอย่างมีศิลปะ และผู้แต่งเป็นนายของภาษาอย่างแท้จริง”
บทความของศิริพร ศรีวรกานต์ ได้ศึกษาวรรณคดีเรื่องนี้ในบทความเรื่อง “เรื่องเพศ ปกติและเปิดเผย :บทวิเคราะห์วรรณกรรมกามารมณ์ไทย” (2546) ผลการศึกษาพบว่า “วรรณคดีเรื่องสรรพลี้หวนจงใจใช้คำผวนเกี่ยวกับเรื่องเพศเพื่อล้อเลียนและทลายกรอบของนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ที่วนเวียนอยู่กับเนื้อหาซ้ำซากจำเจ เพื่อสร้างความสนุกสนานแก่ผู้อ่าน นอกจากนี้การใช้คำผวน เป็นการเล่นเรื่องเพศได้โดยไม่ถูกตำหนิและเป็นการป้องกันตนเองจากการละเมิดกรอบของสังคมโดยไม่ถูกลงโทษเนื่องจากการกล่าวถึงอวัยวะเพศและการร่วมประเวณีอย่างตรงไปตรงมาถือว่าเป็นพฤติกรรมที่หยาบคายหากกระทำเช่นนั้นในโลกแห่งความเป็นจริง”
หนังสือ “วรรณกรรมทักษิณ วรรณกรรมคัดสรร” ซึ่งเป็นผลงานการรวบรวมวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (2548) ซึ่ง “ประจักษ์ สายแสง” ได้เสนอบทความเรื่อง “สรรพลี้หวน: ร่องรอยของฮินดูในนครศรีธรรมราช” ได้วิเคราะห์ในแง่จุดมุ่งหมายการแต่งวรรณคดีเรื่องนี้ว่า กวีแต่งวรรณคดีเรื่องนี้โดยมีความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ลัทธิศักติ ตันตระ โดยแต่งวรรณคดีเรื่องนี้เพื่อบูชาพระอุมา เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยให้เหตุผลประกอบการวิเคราะห์ 3 ประการคือ ประการที่ 1 เป็นวรรณคดีนิทาน ซึ่งพระอุมาโปรดฟังนิทาน ประการที่ 2 เป็นเรื่องทางเพศ พระอุมาโปรดเรื่องทางเพศ ประการที่ 3 ผู้แต่งใช้กลวิธีชั้นสูงเป็นกลอนกลบทซึ่งต้องใช้ศิลปะอุตสาหะและวิริยะในการแต่งมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ผู้เขียนบทความระบุเหตุผลสนับสนุนว่า นครศรีธรรมราชมีร่องรอยวัฒนธรรมฮินดูปรากฏอยู่ดังปรากฏหลักฐานเป็นจำนวนมาก
ผมพิจารณาเนื้อหาของกลอน “คดีหู” เมื่อเทียบเคียงกับประวัติและการให้ความหมายของวรรณคดีสรรพลี้หวน ผมมีความเห็นดังนี้
1.สรรพลี้หวนอยู่ในความหมายของนิทาน ไม่มีบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการใช้คำผวน
2.คำผวน มีที่มาจากมุขปาฐะ การเล่นคำ หรือพลิกแพลงคำให้รู้สึกตลกขบขัน ภาษาบ้านๆ เรียกว่าวรรณกรรมข้างแคร่ คือเป็นเรื่องที่คุยกับเอาตลกโปกฮาในวงสนทนา (บนแคร่) และส่วนใหญ่เป็นเพศชายที่สนิทสนมกันมากพอ จึงจะใช้คำผวนแล้วเกิดความรู้สึกสนุกสนานได้
3.จุดมุ่งหมายของคำผวนคือความสนุก แต่หากมีผู้ได้รับผลกระทบถือว่าผิดจุดมุ่งหมาย เพราะเป็นคำที่ไม่นิยมเอามาใช้ด่ากัน โดยเฉพาะกับ “คน” ที่ไม่รู้จักสนิทสนม ถือว่าเป็นเรื่องหยาบคายไม่ต่างจากด่าตรงๆ เพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ควรระมัดระวัง เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดผู้อื่นและเป็นการทำลายเกียรติ
4.การนำวรรณคดีสรรพลี้หวนมาเทียบเคียงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้บทกลอน “คดีหู” ถือว่าผิดฝาผิดตัว เป็นการลดทอนคุณค่าของวรรณคดีโดยแท้ เมื่อพิจารณาจากจุดมุ่งหมายของการแต่ง
5.การแต่งคำผวนเผยแพร่ทางสื่อสาธารณะ ถือว่าผู้แต่งยินดีรับข้อวิจารณ์และผลกระทบ ฉะนั้นกรณีนี้ ไม่ถือว่าคุณไพฑูรย์ ธัญญา คือเหยื่อ แต่ผู้ที่ถูกพาดพิงด้วยคำผวนต่างหากที่เป็นเหยื่อ
6.หลงลืมกันไปหรือไม่ว่า นี่ไม่ใช่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเธอไม่ได้ยึดกุมอำนาจนิติรัฐ
7.นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พยายามโจมตีนางสาวยิ่งลักษณ์ด้วยการสำแดงอำนาจของการใช้ภาษาเพื่อโจมตีสิ่งที่อยู่ใต้กระโปรงของเธอ เพื่อลดทอนคุณค่าความเป็นนักการเมืองเพศหญิงของเธอ นับแต่บนเวที กปปส.(คำปราศรัยของนายแพทย์ มอ.หาดใหญ่/นักวิชาการฉายา จักร 5 ใบ จนถึงคดีหู และผู้ร่วมสนุกอื่นๆ ที่ไม่ยี่หระต่อคุณค่าของมนุษย์และเพศสภาพที่แตกต่าง (ความจริงการมุ่งโจมตีใต้กระโปรงของเธอเริ่มตั้งแต่การเป็นนอมินีของทักษิณ-เพื่อชี้ให้เห็นคุณค่าที่ต่ำกว่าของเพศหญิง/เรื่องโฟร์ซีซั่น การคบชู้สู่ชาย ทำลายเกียรติและความชอบธรรมในการปกครองประเทศ (และเป็นผู้ปกครองเพศชายอย่างผู้ที่กล่าวหา)/ การใช้คำว่า ร่าน แรด ฯลฯ สารพัดในพื้นที่โซเชียลมีเดีย บนเวทีปราศรัย และอื่นๆ) หากผู้เขียน “คดีหู” เห็นว่า การแต่งกลอนสักบทที่ต้องการเล่นคำอย่างเหนือชั้นโดยไร้ทัศนคติด้านลบต่อเรื่องเพศของเธอ ย่อมต้องหลีกเลี่ยงเรื่องนี้โดยไม่ผลิตซ้ำชุดความคิดเดิมที่หยาบคาย คร่ำครึ และไร้เกียรติ
ยินดีแลกเปลี่ยนอย่างอารยะครับ

