คำต่อคำ ’อุดม เฟื่องฟุ้ง’ ยิ่งลักษณ์-คดีการเมือง

30.08.17 | 10:23 น.

หมายเหตุ – นายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตรองประธานศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2560 ดำเนินรายการโดย เอกรัฐ ตะเคียนนุช ถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มาฟังคำตัดสินคดีจำนำข้าว มติชนได้ถอดคำให้สัมภาษณ์มาลงโดยมีการตัดทอนเนื้อหาบางส่วน


โอกาสที่คุณยิ่งลักษณ์จะมาฟังคำตัดสินวันที่ 27 กันยายนนี้ เป็นไปได้ไหม

ผมตอบแบบชาวบ้าน ผมไม่เชื่อว่าท่านอดีตนายกฯ จะโง่ขนาดนั้น ไม่มีใครคิดโง่ๆ ที่จะกลับมา ส่วนเป็นเพราะอะไรนั้น สังคมต้องติดตามความเคลื่อนไหวของทุกฝ่าย จะได้เข้าใจว่าจะกลับมาหรือไม่กลับมา กลับมาแล้วถือเป็นคนโง่หรือไม่

เรื่องการอุทธรณ์ต้องกระทำภายใน 30 วัน สามารถขยายได้หรือไม่ หรือเป็นอย่างไร

การอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดไว้ 30 วัน แต่ปัญหาที่บางท่านอาจไม่เข้าใจ นักกฎหมายบางท่านอาจไม่เข้าใจ หากไม่ได้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมมาพอสมควร กำหนดเวลาอย่างนี้เราต้องเข้าใจว่าในกฎหมายมีกำหนดเวลามีอยู่ 3 ประเภท คือกำหนดเวลาที่ว่าจะใช้หนี้เมื่อพ้นกำหนดนี้ เรียกใช้หนี้ไม่ได้ หรือเมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วฟ้องไม่ได้ ลงโทษไม่ได้ นั่นเรียกว่าอายุความ ศาลไม่มีอำนาจขยาย ต้องใช้กฎหมายขยาย แต่กำหนดเวลาที่เกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมสามารถย่นหรือขยายได้ ตามหลักของกฎหมายวิธีสบัญญัติ ซึ่งในเรื่อง 30 วันของรัฐธรรมนูญนั้น ผมเคยอธิบายไว้ในการสอนกฎหมายเมื่อปี 2543 แล้วว่าขยายได้ แต่มีนักกฎหมายบางคนบอกว่ามันเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนด ขยายไม่ได้ ผมก็บอกว่ามันเป็นกำหนดเวลาที่เกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรม แล้วมันมาสู่ข้อที่เห็นชัดเจนที่ขยายได้

Advertisement

การเลือกตั้งปี 2557 ได้กำหนดวันเลือกตั้งไว้แล้ว แต่มีปัญหา กกต.มีปัญหาว่าน่าจะต้องเลื่อน รัฐบาลไม่เลื่อน ท่านก็ยื่นถึงศาลรัฐธรรมนูญว่าจะเลื่อนได้ไหม ศาลบอกได้ นั่นเป็นหลัก

ในมุมของอาจารย์ที่บอกว่าภายใน 30 วันอาจไม่ทัน เป็นเพราะอะไร

เราต้องเข้าใจก่อนว่าคำพิพากษาใช้เวลาอ่าน 4 ชั่วโมง แล้วเวลาที่แต่ละท่านพิมพ์ รวมถึงคำวินิจฉัยส่วนตนของแต่ละท่าน ไม่รู้ว่าได้ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไหร่ ที่คู่ความที่เกี่ยวข้องขอมาศึกษาเพื่อทำฎีกาต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คุณคิดว่าธรรมดาแล้วทำทันหรือไม่

กล่าวคือ คำพิพากษาออกมาหลายสิบหรือหลายร้อยหน้า ทีมทนายต้องอาศัยเวลาในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจว่าจะต่อสู้ในประเด็นไหน

ใช่ แล้วต้องไปค้นคว้าว่าปัญหานั้นๆ มีตัวอย่างตามกฎหมายที่ไหนอย่างไร หรือข้อเท็จจริงที่มันจะหาเหตุผลมาโต้แย้งอย่างไร มันไม่ใช่ธรรมดาๆ มันไม่ใช่หนังสือสังข์ทองที่จะตัดสินง่ายๆ มันต้องเข้าใจเสียก่อน

หากเทียบเคียงคดีอาญาตามปกติ แล้วจะยื่นอุทธรณ์ โดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลากี่วัน

พูดกันง่ายๆ ว่าในคดีตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก รอไม่รออะไร มันกำหนดเวลาได้ ไม่ซับซ้อน แต่คดีอย่างอื่นเขาต้องศึกษา เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ประมาณ 60-70% ขยายเวลาทั้งนั้น ไม่ว่าคดีแพ่งหรืออาญา ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น แล้วส่วนใหญ่ในคดีที่ซับซ้อนมากๆ การขยาย 3-4 หนก็ขยาย เคยมีผู้พิพากษาบอกว่าไม่ให้ขยาย ตอนผมอยู่ในราชการก็บอกว่า แล้วคุณทำคำพิพากษา คุณใช้เวลาตั้ง 5-6 เดือนกว่าจะเสร็จ

ต้องให้เวลากับทีมทนาย

ใช่ ต้องศึกษาความเห็นของแต่ละท่าน ของทั้ง 9 ท่าน ส่วนกลางก็ต้องศึกษาละเอียด แล้วต้องศึกษาว่าท่านมีความเห็นอย่างนั้นมันมาสนับสนุนในผลของคดีที่เขาจะได้รับในการที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไหม

มองว่า 30 วันคงไม่ทัน

ไม่ทันอยู่แล้ว ผมถึงบอกว่า การเขียนกฎหมายเรื่องกำหนดเวลา บางทีผู้ออกกฎหมายไม่ใช่ผู้ปฏิบัติจริงๆ ท่านกำหนดเวลาเพื่อเร่งให้คดีไวขึ้น นั่นเป็นหลักคิดที่ไม่ถูก ต้องดูว่าเขาสามารถทำเสร็จไหม

เงื่อนไขการอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวนั้นไม่เกี่ยวกัน

ไม่เกี่ยว คนละเรื่องกัน

เทียบเคียงคดีคุณบุญทรงกับคุณยิ่งลักษณ์ สมมุติว่าวันที่ 27 กันยายนนี้ คุณยิ่งลักษณ์ตัดสินใจมา สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ 30 วัน มีโอกาสขยายออกไปเหมือนกัน?

ตามคำถามคุณอย่างนั้น ไม่ใช่คุณยิ่งลักษณ์หรอก เพราะกลับมาก็ยิ่งเละเลย แต่เป็นหลักการเดียวกัน แต่ว่านี่ขยายไม่ได้เพราะยังไม่ได้ตัดสิน เพราะของคุณยิ่งลักษณ์ถ้านัดอ่านแล้วเขาไม่มาก็อ่านได้เลย

กระแสข่าวที่คุณยิ่งลักษณ์ตัดสินใจยื่นเรื่องขอเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง กรณีแบบนี้เข้าเกณฑ์ไหม

ต้องเข้าใจว่าการลี้ภัยทางการเมืองในแต่ละประเทศมีหลักการต่างกัน เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นสากล ต่างกับผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นหลักการสากลที่ทุกประเทศถือหลักเดียวกันหมดทั้งระบบว่าต้องทำโดยศาล เขาวางมาตรฐานทุกประเทศว่าศาลอุทธรณ์เป็นคนชี้ขาด ศาลข้างล่างถ้ามีความเห็นก็ส่งไปศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดอย่างไรถือว่ายุติแค่นั้นว่าส่งหรือไม่ส่ง

แต่การลี้ภัยทางการเมืองไม่มีกติกาที่เป็นสากล แล้วแต่ประเทศเขาจะวางเงื่อนไข แต่หากให้เขาเป็นผู้ลี้ภัยแล้ว ประเทศที่อนุญาตให้ นาย ก. นาย ข. เป็นผู้ลี้ภัยต้องปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นพลเมืองในประเทศนั้นๆ สิทธิประโยชน์ต้องให้เขา อันนี้เป็นไปตามข้อตกลงของสหประชาชาติ ส่วนจะให้หรือไม่ให้เป็นเรื่องเฉพาะประเทศ

ถ้าเอาหลักการสากล นี่เป็นเรื่องไม่แน่นอนทางการเมือง เรื่องรัฐประหาร นับเป็นเหตุผลทางการเมืองใช่ไหม

ส่วนใหญ่นี่เป็นเรื่องใหญ่ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็เช่นกัน

คดีที่เกิดขึ้นแล้วมีคำพิพากษา จะเข้าเกณฑ์ว่าเป็นการขอยื่นเรื่องเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองไหม

ก็ขอได้ ก่อนมีคำพิพากษา หรือมีคำพิพากษาไว้ เรื่องลี้ภัยสามารถทำได้ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็เหมือนกัน แต่ว่าต้องผ่านระบบศาลของแต่ละประเทศ

ถ้าลี้ภัยดูเรื่องการเมืองเป็นหลัก 

ดูเรื่องการเมือง แล้วดูสถานะของผู้ลี้ภัยด้วยว่ามีเหตุจำเป็นต้องลี้ภัยหรือไม่ แต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน

มีการเปรียบเทียบระหว่างอดีตนายกฯ ท่านหนึ่งกับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีการคาบเกี่ยวกันคือการรัฐประหาร และเวลาผ่านมานานพอสมควร หลักเกณฑ์ที่จะให้เป็นผู้ลี้ภัยถือว่าตกไปไหม

ไม่ตก ต้องเข้าใจก่อนว่าทุกคนในโลกคิดเหมือนกันว่าเขาออกมาโดยการเมือง เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจด้วยว่าถ้าให้เขาย้อนกลับไปโดยไม่ให้เขาอยู่ แล้วผลร้ายเกี่ยวกับเสรีภาพ ทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์เขาไหม

มุมหนึ่งบอกว่าคุณยิ่งลักษณ์ไปขึ้นศาลทุกนัด แม้กระทั่งวันที่ 1 สิงหาคมก็ไปแถลงปิดคดี สามารถอนุมานได้ไหมว่าเธอเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมมาตลอด

เขาทำตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนจะเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นต้องถามตัวเขาเองว่าเขารู้สึกยังไงที่เขาถูกปฏิบัติ ต้องยอมรับว่าตัวท่านอดีตนายกฯ ถูกผลกระทบที่ไม่ใช่แค่กระบวนการยุติธรรม แต่กระบวนการทางการเมือง ทางรัฐสภาด้วย โดนหมด

สหราชอาณาจักรที่มีมาตรการลี้ภัยทางการเมือง แม้แต่การส่งผู้ร้ายข้ามแดนเองก็มี เขากระอักกระอ่วนในตัวเองไหม

แน่นอน แต่ในเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนเขามีมาตรฐานที่ทั่วโลกเท่ากันและเหมือนกันหมด จะไม่ส่งคนในสัญชาติให้อีกประเทศหนึ่ง เว้นแต่ตัวผู้ร้ายนั้นยอมไป ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี แต่ประเทศไทยเคยมี กรณีเสี่ยแถวภาคอีสานคดียาเสพติด อย่างนั้นศาลส่งให้ไป

การส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีทั้งคนของเราไปอยู่ในประเทศเขา และคนของเขามาอยู่ที่เรา

ถ้าเป็นการเมืองแล้วไม่ส่ง เขาไม่ส่งหมด แล้วมาตรฐานที่เขาถือว่าเป็นการเมือง คือการกระทำที่เขาถูกกล่าวหาในขณะปฏิบัติหน้าที่ทางการเมือง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ถือว่าเป็นคดีการเมือง ไม่ส่งให้ เคยมีนักกฎหมายบอกว่าจะมีความคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าทุจริต อันนั้นเป็นเรื่องที่เราพิสูจน์ แต่นั่นเป็นเรื่องที่สากลเขายอมรับข้อพิสูจน์ของเราไหมว่ามันโปร่งใสจริงๆ โดยไม่มีการเมืองแทรกอยู่ เราต้องยอมรับว่าอำนาจในทางการเมืองในช่วงใดช่วงหนึ่งมันไปอยู่ในมือของคนที่มาจากคนส่วนใหญ่ บางครั้งอยู่ในมือของคนที่เป็นวิธีการพิเศษ ยิ่งเป็นวิธีการพิเศษยิ่งไม่มีใครยอมหรอก

หลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ทั้งคดีทางการเมืองและอาญา

หมายความว่าไม่ว่าเป็นคดีอะไรก็ตามแต่ ถ้าเป็นคดีที่เกิดจากการกระทำของคนนั้นระหว่างปฏิบัติหน้าที่ทางการเมือง ทุกประเทศถือเป็นคดีทางการเมืองหมด เว้นแต่เป็นคดีที่เกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง อย่างนั้นเขาถึงพิจารณาในทางที่จะส่งได้ แต่ถ้าเป็นคดีการเมือง อย่างท่านประธานาธิบดีมาร์กอสโกงมากกว่านักการเมืองของเราบางคนอีก เรียกว่าประเทศฟิลิปปินส์แกโกงหมด แกลี้ภัยไปอเมริกา แต่อเมริกาก็ไม่ส่งให้ฟิลิปปินส์ ไม่ให้จนตายอยู่อเมริกา

แม้ว่าจะเป็นรูปแบบความผิดทางคดีอาญา แต่โดนพิพากษาขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง สากลมองว่าเป็นคดีเกี่ยวกับการเมือง ไม่เข้าเกณฑ์ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

เป็นดุลพินิจที่เกี่ยวกับผู้ร้ายข้ามแดนเขาไม่ให้ทั้งหมด ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้เพราะผมเคยทำหน้าที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผมเคยให้หัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกันบอกว่าให้ไปหามาให้หมด ทุกภาค ทุกทวีป เขาสรุปออกมาว่าถ้าเป็นคดีที่ทำในขณะที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทุกประเทศทุกทวีปถือว่าเป็นคดีทางการเมืองหมด

ฝ่ายความมั่นคงเตรียมประสานตำรวจอินเตอร์โพล

อันนี้เป็นเรื่องทางฝ่ายบริหาร แต่การส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม

หลายคดีที่ผ่านมามีทั้งมีข้อหาติดตัว มีทั้งพิพากษาไปแล้ว แล้วหนีไปต่างแดน เกณฑ์ตรงนี้ถ้าโดนหมายจับ เราสามารถประสานขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ไหม

ไม่ได้ ถ้าเป็นกรณีที่เขาทำความผิดขณะดำรงตำแหน่งทางการเมืองเขาไม่ให้

สมมุติปลดล็อกไป เป็นคดีอาญาปกติจะเข้าเกณฑ์หมดไหม คนที่โดนหมายจับขณะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล หรือหลบหนีไประหว่างพิจารณาคดี หรือแม้แต่คนที่โดนพิพากษาเรียบร้อยแล้วหลบหนีไป ไม่ยอมรับคำตัดสิน จะได้ทั้งหมดไหม

เขาเอากติกาตรงที่ว่า การกระทำที่ลงโทษเขาหรือจับเขาเกิดขึ้นในขณะเขาทำหน้าที่ทางการเมืองหรือเปล่า เท่านั้นพอ เขาไม่ให้เลย

ไม่ว่าจะก่อน กลาง หรือหลังพิจารณาคดีแล้ว

ถือว่าเป็นคดีการเมืองหมด เราต้องเข้าใจก่อนว่า แต่ละประเทศเขาต้องระมัดระวังว่าการเมืองคือการแย่งอำนาจกัน เขาปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นการเมืองคนละฝ่ายก็เป็นอันตรายกับคนนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจเกิดอันตราย เขาไม่ให้เด็ดขาด เพราะในหลักนี้เขาเรียกว่าเป็นศีลธรรมของโลก

ถ้าไม่ใช่คดีการเมืองแต่เป็นคดีอาญามีข้อหาติดตัวแล้วหนีไปหรือระหว่างการพิจารณาคดีหรือคำพิพากษาออกมาแล้วไม่ยอมมา ขอส่งตัวได้ไหม

ได้ทั้งนั้น แต่ต้องเป็นคดีอาญาธรรมดาที่ไม่ได้ทำหน้าที่ทางการเมือง

ตัวอย่างเณรคำ

นอกจากเณรคำมีท่านยันตระ เขาขาดอายุความถึงเข้ามาได้ แต่ไม่ได้ส่งตัวมา

เณรคำเป็นความผิดส่วนตัว ประสานส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้

ใช่ ส่วนตัว ส่งตัวได้ ที่อ่านข่าวมาคือตัวเณรคำขอกลับมารับโทษเอง

บางคนมองว่าคดีที่เกิดขึ้นระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นความผิดคดีอาญาทั้งนั้น

คนในประเทศมองว่าเป็นความผิดอาญา แต่คนต่างประเทศเขาไม่ไว้ใจ เราต้องเข้าใจก่อนว่าการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ อีกฝ่ายมีอำนาจจะให้ผู้ที่หมดจากอำนาจมาเข้าสู่การพิจารณา ในขณะที่บ้านเมืองอยู่ในการดูแลของผู้มีอำนาจนั้น เขาจะได้รับความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า นี่เป็นศีลธรรมโลก

มุมการเมืองเขาเกรงว่าจะกลั่นแกล้งกัน

เขาไม่ไว้ใจก็แล้วกัน หลักการในทางการเมืองเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าการเมืองคือการแย่งอำนาจกันในแต่ละฝ่าย ฉะนั้นจะให้ผู้ไม่มีอำนาจแล้วตกไปอยู่ในผู้มีอำนาจจะเกิดความเสี่ยงภัยสำหรับคนนั้นไหม

เคยมีไหมที่เป็นความผิดนักการเมืองแล้วประสานส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

การประสานเคยมีที่ประเทศไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยผิดกติกาสากลในรัฐบาลสมัยหนึ่ง ที่มีข่าวเอาเครื่องบินมาจอดแล้วมีอาวุธเต็มเครื่องบิน คดีนั้นจำเลยถูกฟ้องที่ศาล เสร็จแล้วอัยการถอนฟ้อง รัฐบาลก็เอาตัวคนนี้ส่งมาให้อีกประเทศหนึ่ง เราก็ถูกต่อว่าจากประเทศใหญ่ว่าทำไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าเขาทำเพื่ออะไร

ฝ่ายความมั่นคงไทยไม่สามารถประสานอินเตอร์โพล (ตำรวจสากล) ได้

ประสานได้ แต่ทางโน้น ถ้าส่งตัวต้องผ่านศาล ผ่านอำนาจตุลาการ ถึงบอกว่าในระหว่างประเทศเขาไม่ไว้ใจจึงต้องทำผ่านศาล ทั่วโลกเขาวางมาตรฐาน พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนทุกประเทศวางไว้เท่ากันหมดให้ไปยุติที่ศาลอุทธรณ์

หลักสากลวางไว้แบบนี้ ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นอาญา แต่เขามีหัวโขนครอบอยู่ก็ทำอะไรไม่ได้

ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาไม่ต้องการให้เกิดความเสี่ยงในความปลอดภัยในความคิดของประเทศสากล

มีวิธีการอื่นนำตัวผู้ร้ายข้ามแดนมาไหม

วิธีอื่นคือวิธีนอกระบบ เหมือนที่รัฐบาลไทยเราทำกับผู้ต้องหาคนหนึ่งที่ส่งไปให้อีกประเทศหนึ่ง ซึ่งผิดหลักการ จริงอยู่รัฐบาลไทยอาจจะไม่รู้สึก แต่ทั่วโลกเขาประณามพฤติกรรมอย่างนี้ เป็นเรื่องในอดีต

แปลว่าหมดวิธีการแล้วประสานไปได้แต่ไม่เข้าเกณฑ์

ใช่ ไม่เข้าเกณฑ์

ร่างกฎหมายฉบับใหม่ว่าด้วยวิธีพิจารณาความศาลฎีกานักการเมืองอุทธรณ์ได้ใน 30 วัน และไม่นับอายุความ

กฎหมายเป็นอย่างนั้น