‘พันธมิตร’เตรียมเคลื่อนไหวต่อ ‘สุริยะใส’เชื่อ พล.ต.ท. สุชาติ อยู่ในสถานการณ์‘พูดไม่ได้’ โวย ป.ป.ช.ไม่ตระหนักหน้าที่ตัวเอง

30.08.17 | 14:17 น.

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม เวลาประมาณ 11.30 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ มีการจัดแถลงข่าวโดยคณะทำงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่อง ‘ดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ’ จากกรณีที่มีการลงมติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ให้อุทธรณ์คดีการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเพียงรายเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีแกนนำ พร้อมด้วยผู้ประสบเหตุในกรณีดังกล่าว รวมถึงประชาชนจำนวนหนึ่งร่วมแถลงข่าว อาทิ นายสุริยะใส กตศิลา, นายวีระ สมความคิด, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตร, นายสิทธิชัย มานะเสถียร อดีต ผอ.สำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น โดยนายปานเทพรับหน้าที่อ่านแถลงการณ์ ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุป เกี่ยวกับความเห็นของที่ประชุมคณะทำงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีความเห็นร่วมกันว่าการลงมติของ ป.ป.ช. มีความไม่เป็นธรรม ทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย ว่ามีเจตนาฝืนมติ ป.ป.ช.ชุดเดิมที่ลงมติด้วยเพราะมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยทั้ง 4 มีความผิดอย่างชัดเจน การเลือกปฏิบัติโดยอุทธรณ์เพียงรายเดียว ทำให้สังคมเปรียบเทียบกับมาตรฐานทุจริตจำนำข้าว สังคมอาจสงสัยว่าบทลงโทษและการจำคุกจริงไม่ได้มีไว้สำหรับพวกพ้อง คณะทำงานพันธมิตร จึงมีมติใหดำเนินคดีความอาญากับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวข้องกับการลงมติดังกล่าว

หลังการอ่านแถลงการณ์ นายสุริยะใส กตศิลา กล่าวว่า มติ ป.ป.ช. วานนี้ทำให้ตนนึกถึงคดีจีทูจี คล้ายจะมีการตัดตอนความผิด เพื่อไม่ให้ถึงผู้บงการตัวจริง ทั้งนี้ ประสบการณ์ของตนกับ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ระหว่างทำงานเป็นผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มี 3 ครั้ง ท่านไม่ได้มีวิญญาณอำมหิต แต่เชื่อว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่พูดไม่ได้ เรื่องนี้เหมือนเป็นการจงใจเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ มติ ป.ป.ช.ครั้งนี้ขัดกับการชี้มูลไต่สวนของ ป.ป.ช.เอง จะอ้างว่าเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.คนละชุดไม่ได้ หากบอกว่าถ้ามีคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามา ก็ไม่ใช้บรรทัดฐานคณะกรรมการชุดเก่า สุดท้ายหลักชี้มูลของ ป.ช.ช.จะไม่มี แต่จะเปลี่ยนไปตามทิศทางลม ซึ่งไม่ถูกต้อง

“เรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ที่ต้องทำให้เกิดบรรทัดฐานของการชุมนุม ถ้าไม่อุทธรณ์ 3 คน แสดงว่าฝ่ายการเมืองซึ่งต่อไปในอนาคตมีการชุมนุมก็สั่งตำรวจให้สลายการชุมนุมแต่สุดท้าย ตำรวจในพื้นที่กลายเป็นจำเลยไปในที่สุด นี่คือสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ น่าเสียดายที่ ป.ป.ช.ไม่ได้ตระหนักในหน้าที่ตัวเองโดยการทำให้เกิดคำวินิจฉัยที่จะเป็นมาตรฐานในอนาคตได้ เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องแสวงหาความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนที่บาดเจ็บ เสียชีวิต เราจะไม่หยุดแค่นี้ จากนี้คงมีการประชุมเหยื่อ ประชุมทีมกฎหมายว่าจะใช้ช่องทางไหนอย่างไร ที่จะเคลื่อนไหวต่อไปในกรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ” นายสุริยะใสกล่าว

Advertisement