ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์ “สุชาติ” สลายม็อบพันธมิตรฯ ชี้ แผน “กรกฎ/48” เป็นเหตุ บังคับใช้ตอนกลางคืน ส่งผลให้มีคนบาดเจ็บ – เสียชีวิต
เมื่อเวลา 13.35 น. วันที่ 31 สิงหาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. ร่วมกันแถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยื่นอุทธรณ์ผลคำพิพากษาคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปี 2551 เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) (จำเลยที่ 4) โดยไม่อุทธรณ์จำเลยที่ 1-3 คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่า เรื่องดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้นำคำพิพากษาศาลฏีกาฯส่วนกลางและส่วนตนมาวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน โดยพบว่าเสียงข้างมาของตุลาการนั้นให้ยกฟ้องจำเลย ขณะที่คำวินิจฉัยส่วนตนก็ไม่พบว่าจะมีประเด็นที่จะสามารถอุทธรณ์ได้ ยกเว้นจำเลยที่ 4 คืออดีต ผบช.น. ซึ่งได้ปฏิบัติการต่อการชุมนุมในช่วงค่ำ โดยตุลาการเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกินเลยมิชอบด้วยกระบวนการ ทั้งนี้กฎหมายไม่ได้ระบุว่าจะต้องอุทธรณ์ แต่ ป.ป.ช.จะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดย ป.ป.ช.จะอุทธรณ์ ในวันนี้
“มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการอุทธรณ์ครั้งนี้ ก็ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ แต่ทำตามระบบเสียงข้างมากและผมก็ไมได้ออกเสียง ทั้งนี้ เมื่อป.ป.ช.เสียงข้างมาก 7 เสียง เห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์จำเลยที่ 1-3 เราจึงไม่อุทธรณ์ แต่กับจำเลยที่ 4 มีมติเป็นเอกฉันท์ 8 เสียงให้อุทธรณ์ และผมก็ไม่ได้ออกเสียง ส่วนการพิจารณาต่อไปนี้จะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาล เพราะเราอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่คิดว่ามีพยานหลักฐานที่เห็นว่าควรจะอุทธรณ์” ประธาน ป.ป.ช. กล่าว
เมื่อถามว่า การพิจารณาของกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้ดูเหมือนจะแตกต่างของการพิจารณาของกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเดิม ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเดิมได้ชี้มูลไปตั้งแต่ปี 2552 และการพิจารณายื่นอุทธรณ์ก็ถือเป็นคนบริบทกับการพิจารณาชี้มูลความผิด เมื่อถามว่าพันธมิตรฯจะยื่นฟ้อง ป.ป.ช.ต่อกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า เป็นความเห็นพันธมิตร เป็นสิทธิ์ที่จะคิดเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ แต่ยืนยันว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทำตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่
ด้านนายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกาฯสำหรับจำเลยที่ 1-3 และไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกาฯให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เพราะการที่จำเลยที่ 4 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบช.น.มีอำนาจหน้าที่สั่งการและบังคับบัญชาสั่งการตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ตามแผนรักษาความความสงบ หรือ กรกฎ/48 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) โดยในการทำหน้าที่ผู้สั่งการจำเลยที่ 4 ย่อมทราบถึงสถานการณ์การใช้แก๊สน้ำตา โดยตลอดช่วงเวลาการสลายการชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้า ช่วงบ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาพลบค่ำ ขณะรักษาความปลอดภัยให้แก่กองบัญชาการตำรวจนครบาล อันเป็นบริเวณที่เกิดเหตุ โดยเป็นผู้สั่งการผู้รู้เห็นยินยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชารองลงไปสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติยิง หรือขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ จำเลยที่ 4 สมควรประเมินสถานการณ์และระงับยับยั้งเหตุการณ์เพื่อบรรเทาหรือไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ชุมนุม การที่จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีคำสั่งระงับยับยั้งหรือปรับเปลี่ยนวิธีการใช้แก๊สน้ำตาต่อผู้ชุมนุม จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย อันเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ป.ป.ช.จึงมีมติให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ เฉพาะจำเลยที่ 4 ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามมาตรา 195 วรรคสี่ แห่งรัฐธรรมนูญ

