“วิษณุ” แจงตั้งที่ปรึกษาปฏิรูปตามกฎหมาย ใช้ช่วยวิจัยหาทางออกประเทศ
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 7 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมร่วมระหว่างประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศว่า วันนี้เป็นการประชุมร่วมระหว่างประธานคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 13 คณะ ครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว เพราะจะต้องออกระเบียบหลายฉบับ อาทิ ระเบียบที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์วิธีการในการประชุมของคณะกรรมการแต่ละชุด ระเบียบหลักเกณฑ์วิธีการที่เกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็น และระเบียบกับการว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อไปศึกษาวิจัยปัญหาบางอย่าง ซึ่งท้ังหมดจำเป็นต้องทำเป็นระเบียบเพื่อจะได้นำมาใช้กับ 13 คณะให้เป็นแบบแผนเดียวกัน ซึ่งตนได้มอบแนวคิดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปยกร่างและในวันนี้ร่างดังกล่าวเสร็จเรียบร้อย จึงนำมาให้ที่ประชุมพิจารณา ทั้งนี้หลายคณะก็ได้ร่วมประชุมกันไปแล้ว แต่จะชัดเจนมากขึ้นหลังการประชุมวันนี้ เพราะจะได้รับทราบแบบแผนเดียวกันทำให้แต่ละคณะมั่นใจว่าทำถูกต้อง ตรงตามกฎหมาย
นายวิษณุกล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งที่ปรึกษาแต่ละคณะนั้นไม่จำเป็นต้องตั้งทุกคณะ แต่บางชุดก็จำเป็น เนื่องจากในกฎหมายไม่อนุญาตให้ตั้งคณะอนุกรรมการ เพราะเดี๋ยวจะเหมือนกรรมการชุดอื่นๆ ในอดีต แต่กฎหมายอนุญาตให้จ้างที่ปรึกษา ได้ เช่นให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาวิจัยในเรื่องในเรื่องหนึ่งแล้วนำรายงานมาส่ง แต่คงไม่มอบหมายให้จ้างที่ปรึกษาเพื่อไปหาปัญหา เพราะถือว่าคณะกรรมการต้องรู้ปัญหาเองแล้ว เพียงแต่บางครั้งไม่รู้ว่าปัญหานี้แก้อย่างไร จึงเป็นหน้าที่ของที่ปรึกษาที่ต้องไปวิจัยว่าต่างประเทศแก้ปัญหานี้อย่างไร หรือที่ผ่านมาไทยเคยแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีใดแล้วล้มเหลวบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมการลงลึกไม่ได้ อย่างไรก็ตามในบางคณะอาจไม่เรียกกว่าที่ปรึกษา เช่น ในชุดของนายบวรศักดิ์ อุวรรรโณ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเรียกว่าผู้รายงาน เราจึงต้องกำหนดระเบียบเรื่องที่ปรึกษาขึ้นมาให้มีแบบแผนเดียวกัน
เมื่อถามว่าการประชุมวันนี้จะสามารถให้ความเห็นชอบร่างระเบียบดังกล่าวเพื่อส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้เลยหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า สามารถให้ความเห็นชอบได้เลย และต่อจากนี้จะไม่ค่อยมีเหตุให้มาประชุมร่วมกันอีก เพราะถือเป็นการแบ่งงานของแต่ละคณะแล้ว แต่ที่ประชุมร่วมจะทำหน้าที่ตกลงระเบียบธุรการต่างๆ ที่ทุกคณะต้องทำเหมือนกันหมด เช่น แบบฟอร์มแผนการปฏิรูปประเทศซึ่งเราต้องตกลงกันก่อนที่จะทำ จากนั้นก็ไปลงมือทำในแต่ละคณะ ส่วนการกลั่นกรองกฎหมายของแต่ละคณะนั้นบางคณะคงมีปัญญาว่าเรื่องนี้จะต้องแก้ไขด้วยการออกหรือยกเลิกกฎหมาย ส่วนบางคณะก็สามารถทำกฎหมายเองได้ เช่น ชุดปฏิรูปกฎหมายแะกระบวนการยุติธรรมที่ทำเองได้ แต่บางชุดอาจไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาร่าง จึงจำเป็นต้องประสานงานกับสำนักงานกฤษฎีกา หรือว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยร่างกฎหมาย ในกรณีที่ต้องการออกกฎหมายเร็ว หรืออาจจะโยนให้รัฐบาลไปออกกฎหมายเองก็สามารถทำได้ ซึ่งกฎหมายทั้งหมดต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน

