นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ กล่าวว่า ตามที่ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฯ หรือ กสม. ซึ่งในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย คือ กสม.,สนช.และกรธ.เพื่อพิจารณาตามที่ กสม.ได้โต้แย้งมาถึง 6 ประเด็น เช่น ประเด็นเซ็ตซีโร่ , ประเด็นผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ร่างฯเดิมให้ยกเว้นได้หากไม่สามารถตั้งได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ฯลฯ ซึ่งข่าวล่าสุดทราบว่ากรรมาธิการร่วมยินยอมในประเด็นที่เกี่ยวกับประเด็นผู้แทนองค์กรเอกชนฯที่จะขาดไม่ได้ แต่ไม่เห็นด้วยในประเด็นอื่นที่ กสม. เสนอแย้งมา ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็จะนำกลับกลับมาพิจารณาใน สนช.เพื่อให้การรับรองและประกาศใช้ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญต่อไปโดยไม่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
นายชำนาญ กล่าวอีกว่า แต่มีประเด็นที่น่าสนใจและน่าเสียดายที่ทาง กสม.ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาโต้แย้งเพราะอาจนึกไม่ถึงหรือเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึงก็คือประเด็นตามร่าง พรป.ฯมาตรา 11 วรรคหนึ่ง(6)ที่บัญญัติว่า “(6)อาจารย์ประจำหรือผู้เคยเป็นอาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสอนหรือทำงานวิจัยหรือทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี ซึ่งกรรมการตาม(1)(2)(3)(4)และ(5)มีมติเลือกด้วยคะแนนเสียสองในสาม หนึ่งคน เป็นกรรมการ” นั้นแตกต่างกรรมการอื่นตาม(4)และ(5)ที่บัญญัติไว้ว่า “(4)ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรละหนึ่งคน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสามคนเป็นกรรมการ” “(5)ผู้แทนสภาทนายความหนึ่งคน ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข เลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน และผู้แทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน เป็นกรรมการ” โดยกรรมการที่เหลือตาม(1)คือประธานศาลฎีกา เป็นประธานฯ (2)ประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการ และ(3)ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ
“การที่ผมยกประเด็นใน(6)ซึ่งเกี่ยวกับอาจารย์ฯขึ้นมานั้นก็เพราะว่ากรรมการในอนุบัญญัติหรือวงเล็บนี้ต้องให้กรรมการในอนุบัญญัติหรือวงเล็บอื่นเป็นผู้มาเลือก ซึ่งแตกต่างต่าง(4)และ(5) ซึ่งเลือกกันเอง ซึ่งทำให้สามารถตีความได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติตามมาตรา 27 วรรคสามแห่งรัฐธรรมนูญฯฉบับปัจจุบันที่บัญญัติไว้ว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่อง…สถานะของบุคคล…จะกระทำมิได้”
นายชำนาญ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการที่จะวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในขั้นตอนของการร่างพรป.นี้ไม่สามารถทำได้แล้ว จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นพระราชบัญญัติประกาศใช้ออกมาเรียบร้อยแล้ว
“ผมไม่เข้าใจว่าเหตุใด กรธ.และสนช.จึงเสนอร่าง พรป.ในส่วนของกรรมการฯที่มาจากอาจารย์ฯเช่นนี้ คิดได้แต่เพียงว่าน่าจะมีเจตนาที่จะกีดกันใครคนใดคนหนึ่งหรือสถาบันการศึกษาใดสถาบันหนึ่งหรือเปล่า เพราะอาจารย์หรือที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ก็มีอยู่ไม่กี่คนหรือไม่กี่สถาบัน แทบจะระบุชื่อได้ไม่ต้องกีดกันถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมคนหนึ่งล่ะที่จะไม่สมัครเป็นกรรมการสรรหาฯ”

