หน้าแรก การเมือง 16 ปีเหตุการณ...

16 ปีเหตุการณ์ 9/11 : ผลกระทบ มรดกและความเปลี่ยนแปลง

10.09.17 | 22:18 น.

ผ่านมา 16 ปีแล้วกับเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิรล์ดเทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “9/11” (อ่านว่า “Nine-Eleven ไม่ใช่ Nine-One-One นะครับ) แม้จะมีนักวิชาการบางท่านคัดค้านการเรียกชื่อเหตุการณ์นี้ให้เหลือแค่ “วัน/เดือน” เพราะมันเป็นการลดทอนตัวของเหตุการณ์ไปมาก คือ อยากให้เรียกทำนอง Paris Attack อะไรแบบนั้นมากกว่า แต่เอาเถอะครับ ด้วยความคุ้นชิน ก็เรียกว่า 9/11 ไปก่อนแล้วกัน โดยผมจะขอจำกัดการพูดถึง 9/11 เฉพาะในเชิงการก่อการร้าย และผลกระทบของมันในมุมที่ผมคิดว่าสำคัญ และคนยังพูดถึงไม่มากนักแล้วกันครับ เนื่องจากจะพูดทุกแง่มุมก็ไม่สามารถ เพราะ 9/11 นี้ นำมาซึ่งการพูดถึงในหลายมิติมากๆ ทั้งสงครามในฐานะการค้า, การช่วงชิงน้ำมัน, ฯลฯ


ผมอยากจะเริ่มต้นจากความสำคัญของ 9/11 ก่อน นอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่รู้ๆ กันอยู่แล้วอย่างมีการจี้เครื่องบิน 4 ลำ ไปชนตึกเวิรล์ดเทรด 2 ลำ, อาคารเพนตากอน 1 ลำ และตกกลางทุ่งแถวฟิลาเดลเฟีย 1 ลำ อันนำมาซึ่งผู้เสียชีวิตราวๆ 3,000 คน ผมคิดว่ามันไม่เป็นการเกินเลยไปที่จะกล่าวว่า เหตุการณ์ 9/11 นี้ นับเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงหรือเหตุการณ์ทางความมั่นคงที่ส่งผลกระทบกับโลกมากที่สุดนับแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่นำมาสู่ความตายและการสูญเสียมากที่สุด ทั้งนี้จะเป็นเพราะอะไรนั้น ผมจะอภิปรายต่อไป โดยขอแบ่งเป็น 3 หมวดหลักๆ (นี่คือลดทอนความซับซ้อนเต็มที่เลย) คือ 1. 9/11 ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกก่อการร้าย, 2. 9/11 กับการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของสังคมและรัฐ และ 3. (ที่อาจจะไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลง แต่อยากพูดถึง) คือ 9/11 กับผลกระทบต่อโลกของ “เหยื่อ”

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกการก่อการร้าย

ผมเคยพูดถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงของการก่อการร้ายไปหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระกันไป ฉะนั้นในส่วนนี้จะพูดถึงแต่เพียงสั้นๆ คือ การก่อการร้ายสมัยใหม่ (คือมีนิยามการก่อการร้ายแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน) นั้น เริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930s และแบ่งได้เป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ นั่นคือช่วงที่เรียกว่า Old Terrorism หรือการก่อการร้ายยุคก่อนสงครามเย็น ที่เน้นการก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ได้เน้นที่การสร้างเหยื่อ กับ New Terrorism หรือการก่อการร้ายยุคหลังสงครามเย็น ที่นอกจากจะเน้นการก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์แล้ว ยังมุ่งให้เกิดเหยื่อจำนวนมาก และ/หรือ สังหารด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมไปในทีด้วย

เหตุการณ์ 9/11 เอง ก็จัดอยู่ในกลุ่ม New Terrorism นี่แหละครับ แต่ว่ามันนับได้ว่าเป็นจุดสูงสุด หรือจุดพี๊คของการก่อการร้ายแบบนี้ เพราะทั้งทรงพลังในเชิงสัญญะและก่อให้เกิดเหยื่อจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์การก่อการร้ายสมัยใหม่ (ที่ไม่นับการก่อการร้ายโดยรัฐ) นั่นเอง พูดในอีกทางหนึ่งก็คือ 9/11 ทำให้กระแสของการก่อการร้ายมัน “คึกคัก” ขึ้นมาในโลกได้อีกครั้งนั่นเอง

Advertisement

 

A woman wearing a hijab stands amongst US national flags erected by students and staff from Pepperdine University as they pay their respects to honor the victims of the September 11, 2001 attacks in New York, at their campus in Malibu, California on September 10, 2016.
The students placed aound 3,000 flags in the ground in tribute to the nearly 3,000 victims lost in the attacks almost 15 years ago. / AFP PHOTO / Mark RALSTON

แน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่าง 9/11 ขึ้น ก็ย่อมเกิดการหาทางป้องกันและปราบปรามในหลายรูปแบบ (เดี๋ยวจะพูดถึงต่อไป) แต่กระแสของการก่อการร้ายซึ่งเกิดขึ้นแล้วทั้งจากตัว 9/11 เองและ “ผลพวง” ของ 9/11 อย่างสงครามต่อต้านการก่อการร้ายซึ่งทำให้เกิดเหยื่อและผู้โกรธแค้นชาติตะวันตกจำนวนมาก ที่สุดท้ายเข้าร่วมหรือก่อตัวเป็นกลุ่มก่อการร้ายใหม่หรือไปร่วมกับกลุ่มเดิมด้วยย่อมหาทางดำรงอยู่ของมันเองต่อไป ฉะนั้นเมื่อการป้องกันการเกิดเหตุในสเกลที่ใหญ่เพิ่มมากขึ้น มีความพร้อมมากขึ้น อย่างที่เกิดในยุโรปในปัจจุบัน แนวโน้มของการก่อเหตุจึงเปลี่ยนมาเป็นการก่อเหตุในสเกลขนาดย่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ระดับกลุ่มปฏิบัติการเล็กๆ ไปจนถึงการก่อเหตุด้วยตัวคนเดียว ที่เรารู้จักกันในคำว่า Lone Wolf (ไม่ได้แปลว่าก่อน 9/11 ไม่มี แต่การก่อเหตุในลักษณะนี้มีมากขึ้น)

ภายใต้เหตุย่อยๆ จำนวนมาก การก่อเหตุในสเกลใหญ่ก็ยังมีเกิดขึ้นบ้าง แต่การก่อเหตุทั้งใหญ่และย่อยมีแนวโน้มที่จะมาจากวิถีทางที่ยากแก่การป้องกันและตรวจสอบมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เช่น การใช้คนซึ่งไม่ได้อยู่ในลิ้สต์การจับตามองของรัฐ, การใช้อุปกรณ์ซึ่งทุกคนสามารถซื้อหาใช้งานได้ โดยไม่สามารถป้องกันได้ เช่น มีดทำครัว ไปจนถึงรถเช่า หรือแม้แต่ก้อนหิน, ฯลฯ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในเชิงการเปลี่ยนแปลงต่อกลุ่มก่อการร้าย อันเป็นผลพวงมาจาก 9/11 นี้ มี 2 เรื่องครับ นั่นคือ

(1) เมื่อการก่อเหตุในสเกลใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สำคัญในเชิงสัญลักษณ์ การมาเน้นที่ “รูปแบบการฆ่า” ที่โหดร้ายสุดๆ เข้ามาแทนที่ “สัญลักษณ์” แบบเดิมในเชิงพื้นที่ จึงเริ่มเป็นที่เห็นกันเยอะขึ้น (ไม่ได้เพิ่งมามีหลัง 9/11 นะครับ กรณีก๊าซซารินที่โตเกียว ก็เกิดก่อน 9/11 แต่มันเยอะขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ) กลุ่มที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ไอเอสนี่แหละครับ ที่ในหลายๆ ครั้ง การก่อเหตุของพวกเขาเห็นได้ชัดว่าไม่ได้สนใจสัญญะในเชิงพื้นที่แบบเดิมเลย แต่อาศัยความเหี้ยมโหดในการฆ่าหรือทรมานในฐานะ “สัญญะ” แบบใหม่แทนที่สัญญะแบบเดิมไป

(2) ความสำคัญโดยตรงของ 9/11 ในฐานะเหตุการณ์ทางความมั่นคงหลังสงครามเย็น ทั้งที่มันไม่ได้ทำให้เกิดคนตายมากที่สุดนั้น ก็เพราะว่า มันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก หลังสงครามเย็น ที่ “มีรูปแบบวิธีการซึ่งสามารถท้าทายมหาอำนาจทางความมั่นคงอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาได้” และไม่ใช่การท้าทายแบบธรรมดาๆ แต่เข้าไปแตะถึงพื้นที่ใจกลางที่สุดของเจ้าแห่งมหาอำนาจโลก โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงเลย คือ ถล่มตึกระฟ้ากลางแมนฮัตตัน และชนอาคารที่ควบคุมกิจการด้านกลาโหมและการทหาร การเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้มันมีความหมายที่สำคัญมากในสายตากลุ่มก่อการร้ายต่างๆ และผู้ต่อต้านอำนาจของโลกตะวันตกนะครับ ว่าหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกา เป็นเสมือน The Wall หรือกำแพงสูงทะมึนที่ไม่มีทางแตะต้อง ต่อสู้ หรือทำลายได้ (มีแต่โดนรอเป็นฝ่ายถูกกระทำฝ่ายเดียว) ในทางนี้ 9/11 จึงทำหน้าที่ในฐานะความหวังของกลุ่มเหล่านี้ว่า กำแพงที่คิดว่าไม่มีทางต่อกรได้นั้น มันมีทางที่จะต่อสู้ได้

เพราะฉะนั้น ต่อให้กลุ่มอัลกออิดะฮ์จะลดขนาดลงมากมายแล้ว แต่อุดมการณ์ไม่ได้หายตามขนาดของกลุ่มลงไปด้วย ผมคิดว่านี่คือผลผลิตที่สำคัญที่สุดที่ 9/11 ส่งต่อให้กับกลุ่มก่อการร้ายนะครับ มันเหมือนกับ Mission Impossible ที่ถูกทำให้ Possible นั่นแหละครับ และยังเป็นการก่อเหตุผ่านการจี้เครื่องบิน ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบที่ยากที่สุดในการก่อเหตุด้วย เพราะต้องผ่านการตรวจสอบตามระบบหลายครั้งทีเดียว อย่างไรก็ดีที่เขียนมานี้ไม่ได้แปลว่าผมชื่นชม 9/11 หรือแม้แต่เห็นด้วยนะครับ ไม่เลยแบบ Not at all แค่อยากจะชี้ให้เห็นผลพวงของมันแบบไม่กระมิดกระเมี้ยนเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงในทางการรับรู้ของคนและรัฐ

ผลพวงหรือมรดกที่ 9/11 สร้างไว้ ไม่ได้อยู่กับกลุ่มก่อการร้ายแต่ฝ่ายเดียว แต่ผลจากมรดกชุดเดียวกันนี้ส่งผลต่อสังคมตะวันตก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและอเมริกันชนด้วยว่า “พื้นที่ที่พวกเขาคิดว่าเข้มแข็งที่สุด คุ้มครองและปกป้องพวกเขาจากภัยอันตรายจากภายนอกได้ดีที่สุดนั้น มันถูกทะลวงเข้ามาได้เสียแล้ว มันไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว”

ถ้านึกภาพเทียบกับเรื่อง Game of Thrones ก็ทำนองว่า อเมริกันชนคือชาวเวสเตอรอสน่ะครับ ที่มั่นใจว่า The Wall จะคุ้มกันตนเองได้อย่างถาวร ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้ … จนกระทั่งไวท์วอล์กเกอร์แหกกำแพงแตกรูเบ้อเริ่ม ความเหวอเบอร์ใหญ่ก็จะพลันบังเกิดแก่ผูงชนให้ทั่วถ้วน

การเปลี่ยนแปลงต่อสภาพการรับรู้นี้เองที่ทำให้เกิดการยอมรับสภาพความไม่เป็นเหตุเป็นผลในการใช้อำนาจอย่างล้นเกินได้อย่างง่ายดาย อันนำมาสู่ War on Terror หรือสงครามต่อต้านการก่อการร้าย หรือการเรียกยุคสมัยนี้ว่า Age of Terrorism ซึ่งจริงๆ ประกาศมาตั้งแต่สมัยเรแกนแล้ว แต่ไม่มีใครใส่ใจอะไรปู่แกหรอก จนกระทั่งตึกกลางแมนฮัตตั้นสองตึกถล่มลงแล้ว คำว่า Age of Terrorism จึงเป็นที่รับรู้จริงๆ ขึ้นมา ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะวิธีการรับรู้โลกในแบบอเมริกันๆ ด้วย คือ “พรมแดนของประเทศแทบจะเท่ากับพรมแดนของโลก” อะไรที่เกินกว่าเส้นเขตแดนประเทศตนเองออกไปนั้น ก็ไม่ใคร่จะรับรู้สนใจนัก ต่อให้ปัญหาและวิกฤติการณ์แบบนี้จะเกิดมานานนมแล้วทั่วไปหมด แต่ถ้ายังไม่มาถึงบ้านพี่กันเค้าหรือยังไม่ก่อประโยชน์อะไรให้ ก็ไม่รับรู้กันไปได้

ขนาดกลุ่มทำวีดีโอคลิปชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอย่าง Buzzfeed เค้ายังเรียกอเมริกันชนแทนว่า People ลอยๆ เลย ในขณะที่ถ้าเป็นชนชาติอื่น ก็จะเรียกเฉพาะเจาะจงลงไป เป็น Irish, English, Australian, ฯลฯ อะไรก็ว่าไป ฉะนั้นเมื่อโลกในสายอเมริกันชนมันสุดอยู่แค่เขตแดนของพวกเขา (ในสายตาประชาชนทั่วๆ ไปนะครับ ไม่ใช่รัฐบาลที่ยุ่งชาวบ้านไปทั่ว) Age of Terrorism จึงยังไม่เคยมาถึง จนกว่าจะมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ซึ่งนั่นก็คือ 9/11 นั่นเอง

อย่างไรก็ดี นอกเหนือไปจากเรื่องการยอมรับสภาวะยกเว้นพิเศษ อันนำไปสู่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่น่ารังเกียจน่าทุเรศ ทำให้คนตายราวๆ 300,000 – 2,000,000 คน (ตามแต่ที่ที่ทำการประเมิน) และมีการพูดถึงเยอะมากแล้ว ผมคิดว่าอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถปฏิเสธการรับรู้หรือการยอมรับสงครามต่อต้านการก่อการร้าย “ต่อ 9/11” ในฐานะการล้างแค้นได้

ว่าง่ายๆ ก็คือ 9/11 มันนำมาสู่การให้ความชอบธรรมแก่การล้างแค้น ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องโอเคแล้ว เป็นเรื่องธรรมดา คุณมาทำร้ายฉัน ฉันก็ทำคุณคืน แต่เอาจริงๆ นะครับ ระบบวิธีคิดของโลกสมัยใหม่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราไม่ได้อยู่ในโลกยุคกลาง หรืออยู่ในโลกยุทธจักรแบบหนังจีนกำลังภายในอะไรแล้ว รัฐสมัยใหม่และระบบกฎหมายเกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในฐานะกลไกที่เข้าแทนที่การล้างแค้นครับ นั่นเพราะการล้างแค้นด้วยตนเองนั้น มันผิดต่อความชอบธรรมในวิธีคิดสมัยใหม่ ไม่เช่นนั้นหากแต่ละคนสามารถล้างแค้นได้ด้วยตัวเอง สังคมคงวุ่นวายมากทีเดียว เพราะไม่มีการสืบสวนสอบสวนหาความจริงๆ ไม่มีมาตราฐานในการลงโทษ ทำให้มาตรฐานในการใช้ความรุนแรงตอบโต้ขึ้นกับตัวบุคคลอย่างเต็มที่ อย่าง นาย A ล้อแม่ นาย B นาย B อาจจะล้างแค้นโดยการกระโดดถีบปากขึ้นมา เป็นต้น มันเป็นกลไกความรุนแรงที่ไร้ความชอบธรรมและไร้มาตราฐาน ฉะนั้นรัฐสมัยใหม่และกฎหมายจึงทำหน้าที่นี้แทน

 

แต่ 9/11 มันส่งผลให้ “การล้างแค้นกลายเป็นเรื่องที่ชอบธรรม” ในเวทีความมั่นคงโลกขึ้นมาซะงั้น หลังจากที่สหประชาชาติก่อตั้งขึ้นมา ก็พยายามจะสร้างเกณฑ์มาตราฐานในการ “แก้แค้นกันเองระหว่างรัฐ” (ว่าง่ายๆ คือ สงคราม นั่นแหละครับ) แม้จะยังทำไม่ได้โดยสมบูรณ์ แต่ความพยายามมันก็มี และ 9/11 นี้ มาทำให้ “การล้างแค้น (ด้วยตนเอง) คือความถูกต้องที่ทำได้” กลายมาเป็น “มาตรฐานใหม่” (New Standard) ของโลกไปเสียเลย อย่างหลังเหตุการณ์ Paris Attack ฝรั่งเศสเอง ก็ส่งเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิด “ล้างแค้น” เช่นกัน โดยไม่มีใครคิดว่าเป็นเรื่อง “ผิดปกติ” อะไรอีกต่อไป

ผลพวงที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ

 

ส่วนนี้ผมขอเขียนถึงเพียงสั้นๆ เพราะพล่ามมายาวกว่าที่คาดมากแล้ว นอกจากเหยื่อที่เกิดจากสงครามต่อต้านการก่อการร้ายจะมากกว่าผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 9/11 อย่างน้อยๆ ก็ 100 เท่าแล้ว (ไม่ได้หมายความว่าชีวิตฝั่งใดด้อยกว่าอะไรในทางใดๆ นะครับ) ผมคิดว่า 2 สิ่งที่ควรเข้าใจก็คือ

(1) เหยื่อที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุการณ์สงคราม (ในนาม “สงคราม” ต่อต้านการ

 

ก่อการร้าย) ซึ่งความรุนแรงในนามสงครามนั้น ผู้ก่อเหตุมักจะไม่ค่อยโดนลงโทษอะไรนัก ว่าง่ายๆ ก็คือ มียันต์กันความผิดมากพอสมควรอยู่ ที่เป็นใบอนุญาตในการใช้ความรุนแรงได้โดยไม่ต้องโดนตรวจสอบ หรือโดนคดี กลับมาก็กลายเป็นฮีโร่สงคราม ไม่ว่าจะทำอะไรมาก็ตาม ซึ่งมันเป็นความรุนแรงที่มีกับเหยื่อหรือครอบครัวของเหยื่อเป็นอย่างมากนะครับ ลองคิดดูสิว่าถ้ามีคนบอมบ์บ้านคุณระเบิด ลูกตาย สามีเสีย แต่จบภารกิจกลับบ้านเกิด ผู้คนกลับต้อนรับในฐานะ “วีรบุรุษ” แทนที่จะโดนสอบ โดนลงโทษตามกฎหมายจริงๆ ผมคิดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเหยื่อนี้ ควรนับเป็นผลพวงอันสำคัญของ 9/11 ด้วย

 

 

(2) งานศึกษาของ Christina Masters ชื่อว่า Femina Sacra นั้น ได้ชี้ให้เห็นว่าทหารสหรัฐอเมริกาเอง ก็กระทำเรื่องโหดร้ายมากมาย (แทบจะไม่ด้อยกว่า ไอเอสที่เราด่าๆ กันในตอนนี้เลย) ในช่วงสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเช่นกัน โดยเฉพาะกับผู้หญิง เช่นมีการนำผู้หญิงมารวมกันอยู่ในค่าย “คุ้มกัน” แต่ทุกคนโดนข่มขืนรุมโทรมหมด ตั้งแต่เด็กอายุ 7 ขวบ ยันชราอายุราว 70 ปี บางคนโดนข่มขืนซ้ำๆ จนตายก็มี หรือการโดนข่มขืนอย่างอุกอาจกลางห้างฯ ในกรุงแบกแดด แต่คนเหล่านี้กลับไร้มลทิน และเป็นวีรบุรุษได้ต่อไป เพราะ “สภาวะยกเว้น” ที่ได้รับในนามสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และการแก้แค้นในกับ “โลก” ต่อเหตุการณ์ 9/11

… “โลก” ซึ่งไม่เคยนับรวม “โลกของเหยื่อ” เข้าไว้ด้วยน่ะครับ …