ผ่านมา 16 ปีแล้วกับเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิรล์ดเทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “9/11” (อ่านว่า “Nine-Eleven ไม่ใช่ Nine-One-One นะครับ) แม้จะมีนักวิชาการบางท่านคัดค้านการเรียกชื่อเหตุการณ์นี้ให้เหลือแค่ “วัน/เดือน” เพราะมันเป็นการลดทอนตัวของเหตุการณ์ไปมาก คือ อยากให้เรียกทำนอง Paris Attack อะไรแบบนั้นมากกว่า แต่เอาเถอะครับ ด้วยความคุ้นชิน ก็เรียกว่า 9/11 ไปก่อนแล้วกัน โดยผมจะขอจำกัดการพูดถึง 9/11 เฉพาะในเชิงการก่อการร้าย และผลกระทบของมันในมุมที่ผมคิดว่าสำคัญ และคนยังพูดถึงไม่มากนักแล้วกันครับ เนื่องจากจะพูดทุกแง่มุมก็ไม่สามารถ เพราะ 9/11 นี้ นำมาซึ่งการพูดถึงในหลายมิติมากๆ ทั้งสงครามในฐานะการค้า, การช่วงชิงน้ำมัน, ฯลฯ
ผมอยากจะเริ่มต้นจากความสำคัญของ 9/11 ก่อน นอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่รู้ๆ กันอยู่แล้วอย่างมีการจี้เครื่องบิน 4 ลำ ไปชนตึกเวิรล์ดเทรด 2 ลำ, อาคารเพนตากอน 1 ลำ และตกกลางทุ่งแถวฟิลาเดลเฟีย 1 ลำ อันนำมาซึ่งผู้เสียชีวิตราวๆ 3,000 คน ผมคิดว่ามันไม่เป็นการเกินเลยไปที่จะกล่าวว่า เหตุการณ์ 9/11 นี้ นับเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงหรือเหตุการณ์ทางความมั่นคงที่ส่งผลกระทบกับโลกมากที่สุดนับแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่นำมาสู่ความตายและการสูญเสียมากที่สุด ทั้งนี้จะเป็นเพราะอะไรนั้น ผมจะอภิปรายต่อไป โดยขอแบ่งเป็น 3 หมวดหลักๆ (นี่คือลดทอนความซับซ้อนเต็มที่เลย) คือ 1. 9/11 ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกก่อการร้าย, 2. 9/11 กับการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของสังคมและรัฐ และ 3. (ที่อาจจะไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลง แต่อยากพูดถึง) คือ 9/11 กับผลกระทบต่อโลกของ “เหยื่อ”
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกการก่อการร้าย
ผมเคยพูดถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงของการก่อการร้ายไปหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระกันไป ฉะนั้นในส่วนนี้จะพูดถึงแต่เพียงสั้นๆ คือ การก่อการร้ายสมัยใหม่ (คือมีนิยามการก่อการร้ายแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน) นั้น เริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930s และแบ่งได้เป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ นั่นคือช่วงที่เรียกว่า Old Terrorism หรือการก่อการร้ายยุคก่อนสงครามเย็น ที่เน้นการก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ได้เน้นที่การสร้างเหยื่อ กับ New Terrorism หรือการก่อการร้ายยุคหลังสงครามเย็น ที่นอกจากจะเน้นการก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์แล้ว ยังมุ่งให้เกิดเหยื่อจำนวนมาก และ/หรือ สังหารด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมไปในทีด้วย
เหตุการณ์ 9/11 เอง ก็จัดอยู่ในกลุ่ม New Terrorism นี่แหละครับ แต่ว่ามันนับได้ว่าเป็นจุดสูงสุด หรือจุดพี๊คของการก่อการร้ายแบบนี้ เพราะทั้งทรงพลังในเชิงสัญญะและก่อให้เกิดเหยื่อจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์การก่อการร้ายสมัยใหม่ (ที่ไม่นับการก่อการร้ายโดยรัฐ) นั่นเอง พูดในอีกทางหนึ่งก็คือ 9/11 ทำให้กระแสของการก่อการร้ายมัน “คึกคัก” ขึ้นมาในโลกได้อีกครั้งนั่นเอง

The students placed aound 3,000 flags in the ground in tribute to the nearly 3,000 victims lost in the attacks almost 15 years ago. / AFP PHOTO / Mark RALSTON
แน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่าง 9/11 ขึ้น ก็ย่อมเกิดการหาทางป้องกันและปราบปรามในหลายรูปแบบ (เดี๋ยวจะพูดถึงต่อไป) แต่กระแสของการก่อการร้ายซึ่งเกิดขึ้นแล้วทั้งจากตัว 9/11 เองและ “ผลพวง” ของ 9/11 อย่างสงครามต่อต้านการก่อการร้ายซึ่งทำให้เกิดเหยื่อและผู้โกรธแค้นชาติตะวันตกจำนวนมาก ที่สุดท้ายเข้าร่วมหรือก่อตัวเป็นกลุ่มก่อการร้ายใหม่หรือไปร่วมกับกลุ่มเดิมด้วยย่อมหาทางดำรงอยู่ของมันเองต่อไป ฉะนั้นเมื่อการป้องกันการเกิดเหตุในสเกลที่ใหญ่เพิ่มมากขึ้น มีความพร้อมมากขึ้น อย่างที่เกิดในยุโรปในปัจจุบัน แนวโน้มของการก่อเหตุจึงเปลี่ยนมาเป็นการก่อเหตุในสเกลขนาดย่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ระดับกลุ่มปฏิบัติการเล็กๆ ไปจนถึงการก่อเหตุด้วยตัวคนเดียว ที่เรารู้จักกันในคำว่า Lone Wolf (ไม่ได้แปลว่าก่อน 9/11 ไม่มี แต่การก่อเหตุในลักษณะนี้มีมากขึ้น)
ภายใต้เหตุย่อยๆ จำนวนมาก การก่อเหตุในสเกลใหญ่ก็ยังมีเกิดขึ้นบ้าง แต่การก่อเหตุทั้งใหญ่และย่อยมีแนวโน้มที่จะมาจากวิถีทางที่ยากแก่การป้องกันและตรวจสอบมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เช่น การใช้คนซึ่งไม่ได้อยู่ในลิ้สต์การจับตามองของรัฐ, การใช้อุปกรณ์ซึ่งทุกคนสามารถซื้อหาใช้งานได้ โดยไม่สามารถป้องกันได้ เช่น มีดทำครัว ไปจนถึงรถเช่า หรือแม้แต่ก้อนหิน, ฯลฯ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในเชิงการเปลี่ยนแปลงต่อกลุ่มก่อการร้าย อันเป็นผลพวงมาจาก 9/11 นี้ มี 2 เรื่องครับ นั่นคือ
(1) เมื่อการก่อเหตุในสเกลใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สำคัญในเชิงสัญลักษณ์ การมาเน้นที่ “รูปแบบการฆ่า” ที่โหดร้ายสุดๆ เข้ามาแทนที่ “สัญลักษณ์” แบบเดิมในเชิงพื้นที่ จึงเริ่มเป็นที่เห็นกันเยอะขึ้น (ไม่ได้เพิ่งมามีหลัง 9/11 นะครับ กรณีก๊าซซารินที่โตเกียว ก็เกิดก่อน 9/11 แต่มันเยอะขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ) กลุ่มที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ไอเอสนี่แหละครับ ที่ในหลายๆ ครั้ง การก่อเหตุของพวกเขาเห็นได้ชัดว่าไม่ได้สนใจสัญญะในเชิงพื้นที่แบบเดิมเลย แต่อาศัยความเหี้ยมโหดในการฆ่าหรือทรมานในฐานะ “สัญญะ” แบบใหม่แทนที่สัญญะแบบเดิมไป
(2) ความสำคัญโดยตรงของ 9/11 ในฐานะเหตุการณ์ทางความมั่นคงหลังสงครามเย็น ทั้งที่มันไม่ได้ทำให้เกิดคนตายมากที่สุดนั้น ก็เพราะว่า มันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก หลังสงครามเย็น ที่ “มีรูปแบบวิธีการซึ่งสามารถท้าทายมหาอำนาจทางความมั่นคงอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาได้” และไม่ใช่การท้าทายแบบธรรมดาๆ แต่เข้าไปแตะถึงพื้นที่ใจกลางที่สุดของเจ้าแห่งมหาอำนาจโลก โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงเลย คือ ถล่มตึกระฟ้ากลางแมนฮัตตัน และชนอาคารที่ควบคุมกิจการด้านกลาโหมและการทหาร การเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้มันมีความหมายที่สำคัญมากในสายตากลุ่มก่อการร้ายต่างๆ และผู้ต่อต้านอำนาจของโลกตะวันตกนะครับ ว่าหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกา เป็นเสมือน The Wall หรือกำแพงสูงทะมึนที่ไม่มีทางแตะต้อง ต่อสู้ หรือทำลายได้ (มีแต่โดนรอเป็นฝ่ายถูกกระทำฝ่ายเดียว) ในทางนี้ 9/11 จึงทำหน้าที่ในฐานะความหวังของกลุ่มเหล่านี้ว่า กำแพงที่คิดว่าไม่มีทางต่อกรได้นั้น มันมีทางที่จะต่อสู้ได้
เพราะฉะนั้น ต่อให้กลุ่มอัลกออิดะฮ์จะลดขนาดลงมากมายแล้ว แต่อุดมการณ์ไม่ได้หายตามขนาดของกลุ่มลงไปด้วย ผมคิดว่านี่คือผลผลิตที่สำคัญที่สุดที่ 9/11 ส่งต่อให้กับกลุ่มก่อการร้ายนะครับ มันเหมือนกับ Mission Impossible ที่ถูกทำให้ Possible นั่นแหละครับ และยังเป็นการก่อเหตุผ่านการจี้เครื่องบิน ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบที่ยากที่สุดในการก่อเหตุด้วย เพราะต้องผ่านการตรวจสอบตามระบบหลายครั้งทีเดียว อย่างไรก็ดีที่เขียนมานี้ไม่ได้แปลว่าผมชื่นชม 9/11 หรือแม้แต่เห็นด้วยนะครับ ไม่เลยแบบ Not at all แค่อยากจะชี้ให้เห็นผลพวงของมันแบบไม่กระมิดกระเมี้ยนเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงในทางการรับรู้ของคนและรัฐ
ผลพวงหรือมรดกที่ 9/11 สร้างไว้ ไม่ได้อยู่กับกลุ่มก่อการร้ายแต่ฝ่ายเดียว แต่ผลจากมรดกชุดเดียวกันนี้ส่งผลต่อสังคมตะวันตก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและอเมริกันชนด้วยว่า “พื้นที่ที่พวกเขาคิดว่าเข้มแข็งที่สุด คุ้มครองและปกป้องพวกเขาจากภัยอันตรายจากภายนอกได้ดีที่สุดนั้น มันถูกทะลวงเข้ามาได้เสียแล้ว มันไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว”
ถ้านึกภาพเทียบกับเรื่อง Game of Thrones ก็ทำนองว่า อเมริกันชนคือชาวเวสเตอรอสน่ะครับ ที่มั่นใจว่า The Wall จะคุ้มกันตนเองได้อย่างถาวร ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้ … จนกระทั่งไวท์วอล์กเกอร์แหกกำแพงแตกรูเบ้อเริ่ม ความเหวอเบอร์ใหญ่ก็จะพลันบังเกิดแก่ผูงชนให้ทั่วถ้วน
การเปลี่ยนแปลงต่อสภาพการรับรู้นี้เองที่ทำให้เกิดการยอมรับสภาพความไม่เป็นเหตุเป็นผลในการใช้อำนาจอย่างล้นเกินได้อย่างง่ายดาย อันนำมาสู่ War on Terror หรือสงครามต่อต้านการก่อการร้าย หรือการเรียกยุคสมัยนี้ว่า Age of Terrorism ซึ่งจริงๆ ประกาศมาตั้งแต่สมัยเรแกนแล้ว แต่ไม่มีใครใส่ใจอะไรปู่แกหรอก จนกระทั่งตึกกลางแมนฮัตตั้นสองตึกถล่มลงแล้ว คำว่า Age of Terrorism จึงเป็นที่รับรู้จริงๆ ขึ้นมา ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะวิธีการรับรู้โลกในแบบอเมริกันๆ ด้วย คือ “พรมแดนของประเทศแทบจะเท่ากับพรมแดนของโลก” อะไรที่เกินกว่าเส้นเขตแดนประเทศตนเองออกไปนั้น ก็ไม่ใคร่จะรับรู้สนใจนัก ต่อให้ปัญหาและวิกฤติการณ์แบบนี้จะเกิดมานานนมแล้วทั่วไปหมด แต่ถ้ายังไม่มาถึงบ้านพี่กันเค้าหรือยังไม่ก่อประโยชน์อะไรให้ ก็ไม่รับรู้กันไปได้
ขนาดกลุ่มทำวีดีโอคลิปชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอย่าง Buzzfeed เค้ายังเรียกอเมริกันชนแทนว่า People ลอยๆ เลย ในขณะที่ถ้าเป็นชนชาติอื่น ก็จะเรียกเฉพาะเจาะจงลงไป เป็น Irish, English, Australian, ฯลฯ อะไรก็ว่าไป ฉะนั้นเมื่อโลกในสายอเมริกันชนมันสุดอยู่แค่เขตแดนของพวกเขา (ในสายตาประชาชนทั่วๆ ไปนะครับ ไม่ใช่รัฐบาลที่ยุ่งชาวบ้านไปทั่ว) Age of Terrorism จึงยังไม่เคยมาถึง จนกว่าจะมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ซึ่งนั่นก็คือ 9/11 นั่นเอง
อย่างไรก็ดี นอกเหนือไปจากเรื่องการยอมรับสภาวะยกเว้นพิเศษ อันนำไปสู่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่น่ารังเกียจน่าทุเรศ ทำให้คนตายราวๆ 300,000 – 2,000,000 คน (ตามแต่ที่ที่ทำการประเมิน) และมีการพูดถึงเยอะมากแล้ว ผมคิดว่าอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถปฏิเสธการรับรู้หรือการยอมรับสงครามต่อต้านการก่อการร้าย “ต่อ 9/11” ในฐานะการล้างแค้นได้
ว่าง่ายๆ ก็คือ 9/11 มันนำมาสู่การให้ความชอบธรรมแก่การล้างแค้น ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องโอเคแล้ว เป็นเรื่องธรรมดา คุณมาทำร้ายฉัน ฉันก็ทำคุณคืน แต่เอาจริงๆ นะครับ ระบบวิธีคิดของโลกสมัยใหม่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราไม่ได้อยู่ในโลกยุคกลาง หรืออยู่ในโลกยุทธจักรแบบหนังจีนกำลังภายในอะไรแล้ว รัฐสมัยใหม่และระบบกฎหมายเกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในฐานะกลไกที่เข้าแทนที่การล้างแค้นครับ นั่นเพราะการล้างแค้นด้วยตนเองนั้น มันผิดต่อความชอบธรรมในวิธีคิดสมัยใหม่ ไม่เช่นนั้นหากแต่ละคนสามารถล้างแค้นได้ด้วยตัวเอง สังคมคงวุ่นวายมากทีเดียว เพราะไม่มีการสืบสวนสอบสวนหาความจริงๆ ไม่มีมาตราฐานในการลงโทษ ทำให้มาตรฐานในการใช้ความรุนแรงตอบโต้ขึ้นกับตัวบุคคลอย่างเต็มที่ อย่าง นาย A ล้อแม่ นาย B นาย B อาจจะล้างแค้นโดยการกระโดดถีบปากขึ้นมา เป็นต้น มันเป็นกลไกความรุนแรงที่ไร้ความชอบธรรมและไร้มาตราฐาน ฉะนั้นรัฐสมัยใหม่และกฎหมายจึงทำหน้าที่นี้แทน
แต่ 9/11 มันส่งผลให้ “การล้างแค้นกลายเป็นเรื่องที่ชอบธรรม” ในเวทีความมั่นคงโลกขึ้นมาซะงั้น หลังจากที่สหประชาชาติก่อตั้งขึ้นมา ก็พยายามจะสร้างเกณฑ์มาตราฐานในการ “แก้แค้นกันเองระหว่างรัฐ” (ว่าง่ายๆ คือ สงคราม นั่นแหละครับ) แม้จะยังทำไม่ได้โดยสมบูรณ์ แต่ความพยายามมันก็มี และ 9/11 นี้ มาทำให้ “การล้างแค้น (ด้วยตนเอง) คือความถูกต้องที่ทำได้” กลายมาเป็น “มาตรฐานใหม่” (New Standard) ของโลกไปเสียเลย อย่างหลังเหตุการณ์ Paris Attack ฝรั่งเศสเอง ก็ส่งเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิด “ล้างแค้น” เช่นกัน โดยไม่มีใครคิดว่าเป็นเรื่อง “ผิดปกติ” อะไรอีกต่อไป
ผลพวงที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ
ส่วนนี้ผมขอเขียนถึงเพียงสั้นๆ เพราะพล่ามมายาวกว่าที่คาดมากแล้ว นอกจากเหยื่อที่เกิดจากสงครามต่อต้านการก่อการร้ายจะมากกว่าผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 9/11 อย่างน้อยๆ ก็ 100 เท่าแล้ว (ไม่ได้หมายความว่าชีวิตฝั่งใดด้อยกว่าอะไรในทางใดๆ นะครับ) ผมคิดว่า 2 สิ่งที่ควรเข้าใจก็คือ
(1) เหยื่อที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุการณ์สงคราม (ในนาม “สงคราม” ต่อต้านการ
ก่อการร้าย) ซึ่งความรุนแรงในนามสงครามนั้น ผู้ก่อเหตุมักจะไม่ค่อยโดนลงโทษอะไรนัก ว่าง่ายๆ ก็คือ มียันต์กันความผิดมากพอสมควรอยู่ ที่เป็นใบอนุญาตในการใช้ความรุนแรงได้โดยไม่ต้องโดนตรวจสอบ หรือโดนคดี กลับมาก็กลายเป็นฮีโร่สงคราม ไม่ว่าจะทำอะไรมาก็ตาม ซึ่งมันเป็นความรุนแรงที่มีกับเหยื่อหรือครอบครัวของเหยื่อเป็นอย่างมากนะครับ ลองคิดดูสิว่าถ้ามีคนบอมบ์บ้านคุณระเบิด ลูกตาย สามีเสีย แต่จบภารกิจกลับบ้านเกิด ผู้คนกลับต้อนรับในฐานะ “วีรบุรุษ” แทนที่จะโดนสอบ โดนลงโทษตามกฎหมายจริงๆ ผมคิดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเหยื่อนี้ ควรนับเป็นผลพวงอันสำคัญของ 9/11 ด้วย

(2) งานศึกษาของ Christina Masters ชื่อว่า Femina Sacra นั้น ได้ชี้ให้เห็นว่าทหารสหรัฐอเมริกาเอง ก็กระทำเรื่องโหดร้ายมากมาย (แทบจะไม่ด้อยกว่า ไอเอสที่เราด่าๆ กันในตอนนี้เลย) ในช่วงสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเช่นกัน โดยเฉพาะกับผู้หญิง เช่นมีการนำผู้หญิงมารวมกันอยู่ในค่าย “คุ้มกัน” แต่ทุกคนโดนข่มขืนรุมโทรมหมด ตั้งแต่เด็กอายุ 7 ขวบ ยันชราอายุราว 70 ปี บางคนโดนข่มขืนซ้ำๆ จนตายก็มี หรือการโดนข่มขืนอย่างอุกอาจกลางห้างฯ ในกรุงแบกแดด แต่คนเหล่านี้กลับไร้มลทิน และเป็นวีรบุรุษได้ต่อไป เพราะ “สภาวะยกเว้น” ที่ได้รับในนามสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และการแก้แค้นในกับ “โลก” ต่อเหตุการณ์ 9/11
… “โลก” ซึ่งไม่เคยนับรวม “โลกของเหยื่อ” เข้าไว้ด้วยน่ะครับ …

