สนช.ถกแก้รธน.ชั่วคราว ครม.ปรับแก้อีก 3 ประเด็น ยัดไส้หน้างาน เปิดทางสปท.มีเอี่ยวตั้งคำถามประชามติ ด้านสมาชิกภาคเอกชนชงประเด็นปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ขณะที่ ก๊วน 40 ส.ว.หนุนมีบัญญัติกลไกบังคับใช้ช่วงเปลี่ยนผ่านในบทเฉพาะกาล
เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 10 มีนาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เสนอ โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในนามตัวแทนครม. และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในนามตัวแทน คสช. เข้าร่วมประชุมด้วย จากนั้นนายวิษณุ เป็นผู้กล่าวชี้แจงว่า ครม.และคสช.มีมติส่งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มายังสนช. เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เนื่องจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 อาจมีบทบัญญัติที่เหมาะสมในขณะนั้นเพื่อรองรับการออกเสียงประชามติ แต่เมื่อไม่สามารถรองรับการออกเสียงในขณะนี้ได้ เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญตอนนั้นได้ตกไปในสมัยสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จึงอาจไม่สอดคล้องกับความจำเป็นในขณะนี้ เพราะการทำประชามติไม่ได้เกิดขึ้นในเวลานั้นแล้ว เหตุการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้อาจปฏิบัติไม่ได้ แต่ถึงปฏิบัติได้ก็อาจเป็นธรรมและไม่เหมาะสม
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 39/1 แต่มีทั้งหมด 5 ประเด็น คือ 1.รัฐธรรมนูญเดิมกำหนดให้ผู้ออกเสียงประชามติต้องเป็น ผู้มีสิทธิออกเสียง แต่ผู้มีสิทธิอาจจะไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์หรือที่เรียกว่า นอนหลับทับสิทธิ์ ซึ่งถือว่ารัฐธรรมนูญเดิมยังมีความลักลั่นกันอยู่ แม้เจตนารมณ์จะตอบได้ว่า หมายถึงใคร เพราะฉะนั้นจึงต้องแก้ไขให้ชัดเจน เพื่อตัดปัญหาในการคัดค้านกันต่อไป โดยกำหนดให้ ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะผ่านหรือไม่ผ่าน ให้ยึดเสียงข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธิ์ ซึ่งให้ความเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ จึงต้องเขียนให้ชัดว่า ใช้คะแนนข้างมากผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเห็นชอบการทำประชามติ 2. ผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎเกณฑ์การเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายเมื่อต้นปี 2557 และให้คนที่มีอายุอย่างน้อย 18 ปี ในวันลงประชามติมีสิทธิลงประชามติ 3.จากเดิมกำหนดให้มีการแจกจ่ายเอกสารร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อยร้อยละ 80 ของจำนวนครัวเรือน แต่ได้เปลี่ยนเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญโดยวิธีอื่นได้ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำหนด และกำหนดให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ทำคู่มือเพื่ออธิบาย แล้วส่งให้กกต.พิมพ์และแจกจ่าย
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า 4.การตั้งคำถามประเด็นเพิ่มเติม เดิมที่ผู้ที่กำหนดคำถามคือ สปช. แต่ขณะนี้ไม่มีสปช. จึงกำหนดใหม่ว่า สปท.ไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม แต่ให้สนช.เป็นผู้ตั้งคำถามแทน ทั้งนี้ ไม่ได้บังคับว่าจะมีคำถามหรือไม่มีก็ได้ และให้สนช.ส่งคำถามให้กกต.จัดการบริหารคำถามสำหรับการออกเสียงประชามติ โดยใช้บัตรใบเดียว และ 5. การออก ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งวันนี้ตนได้รับร่างจากกกต.แล้ว มีทั้งหมด 60 มาตรา โดยจะนำเข้าที่ประชุมครม.ในวันที่ 15 มีนาคมนี้ เพื่อแก้ไขเพียงเล็กน้อย ก่อนส่งมายังสนช. ซึ่งประธานสนช.รับปากแล้วว่าถ้าส่งมาเร็วก็จะให้สมาชิกพิจารณาอย่างรวดเร็ว โดยมีการตั้งคณะกรรมาธิการอย่างรอบครอบ จะเสร็จวันไหนก็แล้วแต่ ที่สำคัญอย่าช้าจนเกินไป ทั้งหมดนี้จึงนำเสนอมาให้สภานี้ได้พิจารณา
จากนั้น เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย โดยนายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล สมาชิก สนช. อภิปรายว่า ในกรณีที่กำหนดให้นับคะแนนผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญ ตนเห็นด้วย แต่สำหรับบางคนที่มีสิทธิ์ออกเสียงแต่ไม่ไปใช้สิทธิ์ จะมีบทลงโทษอย่างไร รวมถึงการรณรงค์ให้รับ หรือ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ เช่น รัฐธรรมนูญนี้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะโอกาสที่ประชาชนจะได้รับรู้ในเนื้อหานั้น มีน้อย จะมีมาตรการจัดการเรื่องนี้อย่างไร นอกจากนั้น ในส่วนของการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ หากเป็นไปได้อยากให้มีการเผยแพร่วิทยุ โทรทัศน์มากที่สุด เพราะเป็นการเข้าถึงประชาชนง่ายที่สุด เนื่องจากทุกบ้านต้องมีโทรทัศน์ และให้เผยแพร่สาระสำคัญที่ประชาชนเข้าใจง่าย เพราะการพิมพ์เอกสารแจกจ่าย อาจเป็นปัญหาในเชิงลึกได้ คนที่รับเอกสารไปแจกหรือหัวคะแนน อาจจะไม่เอาไปแจกถึงมือชาวบ้านก็ได้ ตนอยากให้ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ อาทิ กระทรวง ทบวง กรม และลูกเสือชาวบ้าน ไปร่วมรณรงค์ให้ประชาชนมีความเข้าใจในรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้ช่วงเปลี่ยนผ่านเกิดวิกฤติการเมืองอีก
ด้าน นายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. อภิปรายว่า สนับสนุนให้มีกลไกที่จะใช้ขับเคลื่อนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจจะใช้ไว้ในบทเฉพาะกาล รวมทั้งขอให้นำประเด็นในช่วงเปลี่ยนผ่านไปตั้งเป็นคำถามในการทำประชามติของ สนช. โดยขอให้สนช.และฝ่ายบริหาร หารือร่วมกันถึงการตั้งคำถามประชามติว่า จะถามในเรื่องใด ซึ่งอาจจะนำเรื่องแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาเป็นคำถามก็ได้ เพราะหลายประเทศก็มีการใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเช่นกัน ขณะที่ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ สมาชิก สนช. อภิปรายว่า ในนามตัวแทนภาคเอกชน ขอเสนอให้สนช.มีการตั้งคำถามประชามติว่า ควรมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งด้วยหรือไม่
ส่วนนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสนช. อภิปรายว่า หากกลับไปสู่ประชาธิปไตยสากลโดยเร็ว โดยที่ยังแก้ปัญหาการเมืองไม่ได้ ก็คงไปสู่ประชาธิปไตยใสสะอาดไม่ได้ ดังนั้นจึงควรมีบทเฉพาะกาลที่จะใช้ขับเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ แต่ต้องการให้การเมืองมีความเข็มแข็งมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องที่มาส.ว. ถ้าต้องการได้ส.ว.ในลักษณะผู้ทรงคุณวุฒิ ก็ไม่ต้องไปสนใจประเด็นเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อยู่กี่ปี หรือ จะมีอำนาจหน้าที่มากน้อยเพียงไร แต่ควรมุ่งเรื่องของผลสัมฤทธิ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านมากกว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสนช.ในกลุ่ม อดีต 40 ส.ว. ที่อภิปรายต่างสนับสนุนให้มีกลไกบังคับใช้รัฐธรรมนูญในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยให้บัญญัติกลไกไว้ในบทเฉพาะกาล จากนั้น เข้าสู่การลงมติในวาระ 1 ซึ่งสมาชิก สนช.รับหลักการด้วยคะแนน 194 : 0 งดออกเสียง 3 และที่ประชุมมีมติ ให้พิจารณา 3 วาระรวด
จากนั้น ได้พิจารณาวาระ 2 โดยเรียงลำดับรายมาตรา โดยในมาตรา 4 วรรคเก้า นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เสนอเพิ่มข้อความในวรรคเก้า เกี่ยวกับคะแนนเสียงในการลงประชามติเพื่อให้มีความชัดเจน โดยเพิ่มข้อความว่า “ถ้าผลการออกเสียงประชามติมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ” และเพิ่มข้อความในวรรคสิบสอง เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติในกรณีที่สนช.เสนอประเด็นเพิ่มเติมในการลงประชามติ โดยเพิ่มข้อความว่า “ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากระหว่างคะแนนเสียงเห็นชอบ และไม่เห็นชอบเป็นเกณฑ์”
ขณะที่ นายวิษณุ ชี้แจงว่า การเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของสนช.นั้น ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 สนช.ไม่มีอำนาจเสนอแก้ไข จะต้องส่งไปให้ครม.มีมติแก้ไข ซึ่งเรื่องนี้ ครม.เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขของสนช.เพราะจะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งในการประชุมครม. วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ครม.มีมติมอบให้นายกฯและหัวหน้าคสช.เป็นผู้พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ก็เห็นชอบกับการแก้ไขในครั้งนี้แล้ว ทำให้ นายพรเพชร ได้สั่งพักการประชุม 10 นาที เพื่อขอหารือนอกรอบในประเด็นดังกล่าว
ต่อมาเวลา 15.55 น. กลับเข้าสู่ประชุมอีกครั้ง โดยนายวิษณุเป็นผู้ชี้แจงว่า ครม.มีมติแล้วเห็นว่า อาจเพิ่มเติมข้อความขึ้นให้เพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติ ทางครม.จึงขอให้มีการปรับปรุงแก้ข้อความ 3 วรรค ดังต่อไปนี้ วรรคเก้า เปลี่ยนถ้อยที่ระบุเกณฑ์การชี้ขาดการทำประมติร่างรัฐธรรมนูญจากถ้อยคำที่ระบุว่า “ถ้าคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 30 วัน” เป็นถ้อยคำว่า “ถ้าผลการออกเสียงประชามติมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 30 วัน” เพื่อให้เกิดความชัดเจนตามข้อเสนอของนายสุรชัย
รองนายกฯ กล่าวว่า วรรคที่สิบสอง แก้ไขถ้อยคำเกี่ยวกับการเสนอประเด็นคำถามประชามติของสนช. จากที่ระบุว่า “ให้นำมาตรา 39 มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม และในกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอประเด็นเพิ่มเติมให้นำมาตรา 37/1 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเป็นเกณฑ์ และไม่ต้องให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ” เปลี่ยนเป็น “ให้นำมาตรา 39 มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม และในกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอประเด็นเพิ่มเติมให้นำมาตรา 37/1 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากระหว่างเสียงเห็นชอบกับไม่เห็นชอบเป็นเกณฑ์ และไม่ต้องให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ”
“และ วรรคเจ็ด การเพิ่มอำนาจหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมีการแก้ไขว่า “การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นขอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในการนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็นที่สมควรให้คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไปในคราวเดียวกันด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเสนอภายใน 10 วันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับฟังความคิดเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบการพิจารณาด้วย” จากเดิมที่สปท.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำประชามติ ซึ่งข้อเสนอนี้เป็นการขอแก้ไขของครม.” นายวิษณุ กล่าว
จากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบกับการแก้ไขในวาระ 2 และลงมติให้ความเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 192 : 0 งดออกเสียง 3 โดยใช้เวลาการประชุมแลนานกว่า 6 ชั่วโมง

