นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า ถ้าคนมีคดีแล้วออกมาพูดผ่านสื่่อที่นายกฯ พูดหมายถึงตนก็ไม่ขอตอบโต้ใดๆ เพราะได้ยืนยันชัดเจนไปแล้วว่า การเรียกร้องความยุติธรรมให้คนตายในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 เป็นการดำเนินการในทุกช่องทางที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่มีการสร้างเงื่อนไขขัดแย้งหรือเผชิญหน้ากับฝ่ายผู้มีอำนาจแต่อย่างใด
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ยินดีรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่มุมมองทางกฎหมายเป็นเรื่องที่เห็นต่างกันได้ เมื่อองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ชี้เป็นอย่างใดก็ถือเป็นข้อยุติ การยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด(อสส.) ซึ่งฝ่ายกฎหมายจะดำเนินการในวันที่ 18 กันยายน เวลา 10.00 น. ไม่ใช่การเรียกร้องให้อัยการสั่ง ป.ป.ช.ให้ดำเนินการไต่สวน แต่เป็นการขอความเป็นธรรมว่า เมื่อ อสส.สั่งฟ้องจำเลยทั้ง 2 คนฐานฆ่าคนตายไว้แล้ว และคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ได้ยกฟ้อง แต่ให้เป็นอำนาจศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้พิจารณาคดีดังกล่าว อัยการก็ควรส่งเรื่องให้ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการต่อไป เพราะถือเป็นพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ หาก อสส.เห็นว่าไม่ต้องดำเนินการใดๆ จะเก็บสำนวนฟ้องเอาไว้เองก็ขอให้ตอบเป็นลายลักษณ์อักษร จะได้ปรากฏเป็นหลักฐาน
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คำพิพากษาศาลฎีกาชี้ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า คนตายเพราะเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธและกระสุนจริงจากคำสั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ไม่ใช่ชี้ขาดว่าไม่มีความผิด สิ่งที่ตนพยายามทำคือให้คดีไปถึงศาล ถูกผิดก็สู้กันตามกระบวนการ ปกติมีเหตุฆ่ากันตายแม้แต่รายเดียว หน่วยงานต่างๆ ต้องกระตือรือร้นทำคดี ใครให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ก็ถือเป็นพลเมืองดี แต่ถ้าตนทำสิ่งนี้แล้วเป็นเรื่องน่ารังเกียจอย่างที่บางพรรคการเมืองพูดก็ไม่เป็นไร ก็จะสู้ต่อไป ให้สังคมเข้าใจว่า เกือบร้อยชีวิตไม่ได้ต้องการแค่ศาลเพียงตา แต่เราต้องการศาลสถิตย์ยุติธรรม

