สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ฝ่ายบริหารปราบทุจริต ปรับโครงสร้าง ป.ป.ท.ไม่สังกัดสำนักนายกฯ เพิ่มอำนาจ เลขาฯ ป.ป.ท.ไต่สวนข้อเท็จจริง เข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกกล่าวหาทุจริตได้
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มีนาคม ที่รัฐสภา การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 เป็นประธาน เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่..) พ.ศ.. ที่คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ การปรับโครงสร้างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรมที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง เพื่อให้มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติงาน กำหนดให้เลขาธิการ ป.ป.ท. พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐของ ป.ป.ท.ช่วยเหลือและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ท.ให้เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้ง การหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้กระบวนการไต่สวนคดีมีความรวดเร็วขึ้นอีกด้วย และให้อำนาจเลขาฯ ป.ป.ท.มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นแทนคณะกรรมการ ป.ป.ท.และสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาได้
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ยังปรับการได้มาของคณะกรรมการ ป.ป.ท. โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เสนอชื่อบุคคลเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ท. องค์กรละ 5 คน รวม 15 คน จากนั้นให้คณะกรรมการคัดเลือกที่ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน คัดเลือกให้ได้คณะกรรมการ ป.ป.ท. จำนวน 5 คน ที่จะพ้นจากวาระดำรงตำแหน่งเมื่ออายุครบ 75 ปี
จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา ซึ่งส่วนใหญ่คณะกมธ.ได้มีการเพิ่มเติมข้อความใหม่ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยสมาชิกเห็นด้วยตามที่คณะกมธ.ได้ปรับปรุงแก้ไข และที่สุดที่ประชุมได้ลงมติเห็นขอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 168 เสียง งดออกเสียง 5 เสียงให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

