หน้าแรก การเมือง อดีตรมว.คลัง ...

อดีตรมว.คลัง แนะ รบ.ปฎิรูปรัฐวิสาหกิจ เริ่มจากใช้คนเก่งทำงาน เอาทหารออกไป

25.09.17 | 14:54 น.

วันนี้ (25 ก.ย.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก แสดงความคิดเห็นประเด็นการปฎิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยระบุว่า

น่าหนักใจเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจมาก (1)

เพราะมีเอกสารราชการที่เสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อ 20 มิ.ย. 2560 ระบุว่า “กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ พิจารณาศึกษาแนวทางในการปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่และการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆให้มุ่งเน้นดำเนินงานในลักษณะของการเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator)และให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ปฏิบัติ (Operator) แทน เพื่อลดภาระด้านการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจและเป็นการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมให้มากขึ้น … ให้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายในเดือนกันยายน 2560” ผมอ่านข้อเสนอนี้ด้วยความหนักใจและเป็นห่วง เพราะข้อเสนอนี้ เน้นการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งย่อมหมายความว่า เข้ามาร่วมถือหุ้น และร่วมบริหาร … เรื่องนี้ต้องเริ่มต้นว่า … เราจำเป็นต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและสังคมส่วนรวมมากขึ้น แต่เนื่องจากรัฐวิสาหกิจของไทยเน้นสาธารณูปโภค/สาธารณูปการ สังคมจึงได้มอบสิทธิพิเศษให้รัฐวิสาหกิจไว้หลายประการ … รวมไปถึง : อำนาจผูกขาด อำนาจรอนสิทธิ และอำนาจมหาชนของรัฐ … และมีการสร้างทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของรัฐ เพื่อใช้งานร่วมกัน และเพื่อความอยู่ดีกินดีของทุกคน

ดังนั้น การจะปฏิรูป จึงต้องเริ่มต้นที่ประชาชน … ประชาชนตั้งความหวังต่อบริการรัฐวิสาหกิจเป็นอย่างไร ประชาชนยอมรับจุดสมดุลได้ที่จุดใด จุดสมดุลระหว่าง :คุณภาพของบริการที่พอเพียง – กับอัตราค่าบริการที่พอดี … ขอบข่ายที่ครอบคลุม – กับจำนวนเงินลงทุนที่พอควักกระเป๋าได้ … ดังนั้น การออกแบบโครงสร้างการทำงาน จึงต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น จึงควรบัญญัติจัดตั้งคณะอนุกรรมการที่มีภาคประชาชนเข้าร่วม เพื่อทำหน้าที่เป็น Sounding board นอกจากนี้ การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจในบางเรื่องที่สำคัญ ยังมีปัญหาความโปร่งใส ที่ผ่านมาจะพบว่าภาคประชาชน มีคำถามมากมายแต่ไม่ได้รับคำตอบ เช่น เรื่องการบริหารทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ … รัฐได้ผลประโยชน์สัดส่วนเท่าไหร่เทียบกับเอกชน? เทียบกับประเทศอื่น? มีการตรวจนับปริมาณผลิตที่รัดกุมอย่างไร? ฯลฯ เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม … รัฐรับฟังความคิดเห็นอย่างไร? มีข้อโต้แย้งอย่างไร? รัฐขจัดข้อกังวลอย่างไร? ฯลฯ เรื่องการป้องปรามทุจริต …ซึ่งภาคประชาชนมีข้อสงสัย และพบการทุจริตบางเรื่อง แต่ศาลไม่รับฟ้องดังนั้น ในเรื่องความโปร่งใส จึงควรบัญญัติให้มีคณะอนุกรรมการที่มีภาคประชาชนเข้าร่วม โดย: ให้มีอำนาจเรียกให้รัฐวิสาหกิจเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ … ให้มีอำนาจเรียกให้รัฐวิสาหกิจชี้แจงข้อมูล โดยเปิดเผยคำถามและคำตอบต่อสาธารณะ … และให้ประชาชนถือเป็นผู้เสียหายได้ตามกฎหมาย เพื่อสามารถยื่นฟ้องศาลทุจริตได้เอง … โดยจะต้องกำหนดให้ศาลรับฟ้องทุกคดี

ทั้งนี้ ประชาชนคนใดที่มั่นใจในข้อมูล ถึงขั้นยื่นฟ้องคดีเอง ก็จะต้องรับผิดชอบเอง ถ้าแพ้คดีแล้วถูกฟ้องกลับ ก็จะต้องต่อสู้เอง เพราะไม่เลือกช่องทางที่จะร้องเรียนไปยังองค์กรตรวจสอบ … สำหรับคณะอนุกรรมการที่มีภาคประชาชนเข้าร่วม หน้าที่ในส่วนนี้จะเป็น Monitoring board แต่ปรากฏว่า แทนที่รัฐบาลจะคิดอ่านโครงสร้างการทำงานที่ให้ประชาชนมีบทบาท Sounding & Monitoring กลับจะเสนอ “ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ปฏิบัติ (Operator) แทน” แนวคิดอย่างนี้ ก็หนีไม่พ้นการโยกสาธารณูปโภค/สาธารณูปการ จากภาคมหาชน ไปเป็นภาคเอกชน ทั้งนี้ การลดบทบาทของรัฐในสาธารณูปโภค/สาธารณูปการ เป็นเรื่องที่ต้องคิดอย่างรอบคอบ เพราะถ้าเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถเข้ามาร่วมทำกำไรจากอำนาจผูกขาด เอกชนใครๆ ก็อยากวิ่งเต้น เพื่อเป็นผู้เข้ามารับงานนี้ แต่ต้องถามว่า ประชาชนได้อะไร???

Advertisement

น่าหนักใจเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจมาก (2)

เอกสารราชการเสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อ 20 มิ.ย. 2560 ที่ระบุว่า “ให้..ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่และการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ให้มุ่งเน้นดำเนินงานในลักษณะของการเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) และให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ปฏิบัติ (Operator) แทน” แค่คิด ก็ผิดแล้วครับ … หน่วยงานที่ไม่ใช่ส่วนราชการ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) นั้น คำว่า “กำกับดูแล” … จะต้องหมายถึงหน่วยงานที่มีอำนาจกฎหมายอยู่ในมือ และโดยปกติเป็นอำนาจเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งถ้าหากเอกชนไม่ปฏิบัติตาม จะถูกลงโทษ ตัวอย่างหน่วยงานเช่นนี้ที่ไม่ใช่ส่วนราชการ เช่น แบงค์ชาติ กลต. คปภ. เป็นต้น แต่รัฐวิสาหกิจนั้น ไม่ใช่ส่วนราชการ จึงไม่สามารถมีอำนาจตามกฎหมายประเภทเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เพราะรัฐวิสาหกิจไม่มีหน้าที่เป็นตำรวจ ทหาร หรือเป็นผู้บังคับใช้กฎทั่วๆ ไป อย่างไรก็ดี กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ อาจจะให้อำนาจรัฐวิสาหกิจไว้ได้ … ก็จะเป็นเฉพาะอำนาจที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์อย่างแคบ (mission) ของรัฐวิสาหกิจเท่านั้น เช่น อำนาจในการเวนคืนที่ดินเพื่อวางท่อก๊าซ หรืออำนาจในการปกป้องท่อก๊าซ เป็นต้น ดังนั้น รัฐวิสาหกิจจึงไม่ใช่หน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) และนอกจากรัฐวิสาหกิจไม่มีอำนาจกฎหมาย ชนิดที่ใช้บังคับเพื่อความสงบเรียบร้อยแล้ว … ในกิจกรรมบางอย่าง รัฐวิสาหกิจก็ทำงานแข่งขันกับเอกชนด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัทไปรษณีย์ไทยทำธุรกิจส่งจดหมายและพัสดุ แต่ก็มีเอกชนที่ให้บริการส่งเอกสาร และพัสดุ เช่นกัน ดังนั้น การจะให้บริษัทไปรษณีย์ไทยมีอำนาจบังคับทางกฎหมายอะไรบางอย่าง ที่เหนือกว่าคู่แข่งเอกชน ก็ย่อมจะไม่เป็นธรรม …

ผมจึงขอให้ผู้อ่านโปรดทราบว่า …การแจ้งต่อ ครม. ว่ารัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) จึงเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องถามว่า ในกรณีทั่วไป ถ้ามีการชงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องต่อ ครม. นั้น …ถ้าไม่โง่ ก็ต้องมั่วกรณีนี้จึงน่าวิเคราะห์ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ผมจึงคาดเดาว่า น่าจะเป็นแผนการล้วงใส้รัฐวิสาหกิจ เสียมากกว่า

น่าหนักใจเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจมาก (3)

เหตุใดจึงมีการเสนอ ครม. ? ให้เปลี่ยนบทบาทของรัฐวิสาหกิจ ให้มุ่งเน้นเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) และให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติ (Operator) แทน

ผมไม่ทราบว่าส่วนราชการใดเป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ต่อ ครม. แต่จำได้ว่า ผมได้เห็นคำกล่าวทำนองนี้ครั้งแรก กล่าวโดยข้าราชการกระทรวงพลังงาน … ผมขอให้ประชาชนวิเคราะห์ดังนี้ : 1 รัฐวิสาหกิจในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ (Operator) นั้น มีบางธุรกิจ/บางส่วนงานที่กำไรดี เรียกว่าเป็น Profit center แต่เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีเป้าหมายทางสังคมด้วย จึงย่อมมีบางธุรกิจ/บางส่วนงานที่กำไรน้อย หรือถึงขั้นขาดทุน เรียกว่าเป็น Cost center 2. รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีที่ดินมูลค่ามหาศาล เช่น การรถไฟ ซึ่งกฎหมายรัฐวิสาหกิจล๊อกเอาไว้มิให้เอาที่ดินไปใช้นอกองค์กร ที่ดินเหล่านี้ ถ้าได้มาจากการใช้อำนาจเวนคืน หรือโดยใช้อำนาจรัฐ ย่อมเข้าข่ายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน 3. ดังนั้น เอกชนจึงย่อมจะสนใจ อยากล้วงลูก เป็นผู้ปฏิบัติ (Operator) ในธุรกิจ/บางส่วนงานที่เป็น Profit center และส่วนที่บริหารที่ดินและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพราะจะทำกำไรได้มาก จะขายหุ้นได้ราคาสูง เงินทอนจะเป็นกอบเป็นกำ … 4. แต่เมื่อล้วงเอาธุรกิจ/บางส่วนงานที่เป็น Profit center ออกไป จะเหลืออะไรในรัฐวิสาหกิจ? ก็จะเหลือธุรกิจ/บางส่วนงานที่เป็น Cost center … และเหลือหน้าที่ในฐานะผู้กำกับดูแล (Regulator) แบบลมๆ แล้งๆ …

ตรงนี้ที่ผมเคยเปรียบเทียบไว้ กับวิธีการทำมัมมี่ในอียิปต์ …ก่อนทำมัมมี่ เขาจะต้องล้วงใส้ ตับใตใส่พุง ออกไปเก็บในภาชนะแยกต่างหาก ข้อเสนอต่อ ครม. อาจจะมีผลดุจเดียวกัน คืออาจจะทำให้รัฐวิสาหกิจเหลือเป็นมัมมี่ แบบนี้ ถ้าไม่เรียกแปรรูปแบบซ่อนรูป ล้วงใส้ แล้วจะเรียกอย่างไร ขอแนะนำให้คิดใหม่ ทำใหม่ … หาทางปรับปรุงการบริหารแต่ละรัฐวิสาหกิจโดยตรงดีกว่า และเนื่องจากที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลแต่งตั้งคนของตนเอง ยกขโยงกันเข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ แม้แต่รัฐบาลนี้ ก็ไม่เว้น … ดังนั้น ถ้ารัฐบาลนี้จะเริ่มต้นเป็นตัวอย่าง โดยเอาบรรดาทหารออกไป เอาผู้มีความสามารถจากเอกชนเข้ามาแทน ก็จะเป็นการเริ่มสร้างตัวอย่างที่ดีได้ทางหนึ่ง