ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักประเทศเมียนมาและรัฐยะไข่ (Rakhine) เสียก่อน เพราะเป็นดินแดนที่ชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่ ไม่อย่างนั้นแล้วจะพูดกันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากประเทศเมียนมาแบ่งเขตการปกครองในระดับภูมิภาคออกเป็น 7 เขต (region) ซึ่งใน 7 เขตนี้มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา ได้แก่ เขตตะนาวศรี เขตพะโค (หงสาวดี) เขตมัณฑเลย์ เขตมะกรอ เขตย่างกุ้ง เขตสะกายและเขตอิระวดี ส่วนพื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยนั้นแบ่งออกเป็น 7 รัฐ (states) ได้แก่ รัฐกะฉิ่น รัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐฉาน (ไทยใหญ่) รัฐฉิน รัฐมอญ รัฐยะไข่ สำหรับเมืองหลวงเนปยีดอถือเป็นเขตของรัฐบาลกลางเมียนมา
รัฐยะไข่ ตั้งอยู่สุดแดนทางทิศตะวันตกของประเทศพม่า มีพื้นที่ประมาณ 36,700 ตร.กม. และมีฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกยาวประมาณ 560 กม. ทางทิศตะวันออกของรัฐยะไข่มีเทือกเขาอาระกันโยมามีความสูง 3,000-6,000 ฟุต ทอดตัวจากเหนือลงใต้ เป็นกำแพงที่กั้นรัฐยะไข่ไว้จากดินแดนส่วนใหญ่ของพม่า ในอดีตการติดต่อทางบกระหว่างยะไข่กับพม่าเกือบจะกระทำไม่ได้เลย นอกจากผ่านช่องเขาสองช่องคือ ช่องเขาอัน ที่ใช้ออกไปสู่เขตมินบู และช่องเขาตาวกุบ ใช้ออกไปสู่เมืองแปร เหตุนี้ยะไข่จึงมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แยกต่างหากจากพม่าเป็นส่วนใหญ่ เมืองสำคัญคือเมืองอัคยับ ปัจจุบันคือเมืองซิตตะเว่ (Sittwe) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่อังกฤษเข้ายึดครองรัฐยะไข่ได้ใน พ.ศ.2369

ประชากรส่วนใหญ่ของยะไข่พูดภาษาพม่า ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของรัฐ และมีชาวยะไข่เรียกว่า “โรฮีนจา” นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือของรัฐยะไข่ มีจำนวนประมาณ 1 ล้านคน แต่ไม่ถูกนับเป็นพลเมืองของเมียนมา ซึ่งมีประมาณ 51 ล้านคน ซึ่งปัญหาการฆ่าฟันกันในรัฐยะไข่ระหว่างชาวโรฮีนจากับทหารพม่ามีขึ้นเป็นระยะตั้งแต่ พ.ศ.2525 เป็นต้นมา ทางการพม่า (ในเวลานั้น) ยืนยันว่าชาวโรฮีนจาไม่ใช่พลเมืองของพม่าหากแต่เป็นผู้อยู่อาศัยในรัฐยะไข่อย่างผิดกฎหมายและเกิดเหตุการณ์ที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ กำลังกล่าวหาว่าทางการเมียนมาได้พยายามทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (crime against humanity) เลยทีเดียว
นักวิชาการส่วนใหญ่ได้ให้ความเห็นว่า โรฮีนจาเป็นปัญหาเรื่องสีผิว เพราะมีสีผิวต่างจากคนพม่าชัดเจน ภาษาก็คนละภาษา แถมศาสนายังแตกต่างกัน ปัญหาของโรฮีนจาจึงเห็นภาพว่ามีกลุ่มยะไข่พุทธกับโรฮีนจาที่ขัดแย้งกัน ทั้งๆ ที่ในรัฐยะไข่ไม่ได้มีแค่ 2 ชาติพันธุ์ แต่กลุ่มที่เด่นๆ คือยะไข่พุทธกับมุสลิมโรฮีนจา สำหรับประเทศเมียนมาที่มีพลเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธพอมีเรื่องขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับศาสนาอื่นแบบนี้มันก็ข้ามพรมแดนแล้ว ไม่ได้อยู่แต่ในรัฐยะไข่เท่านั้น แต่กระจายไปยังเมียนมาส่วนอื่นๆ ที่เป็นชาวพุทธด้วยกันก็มีความเคลื่อนไหวต่อต้านโรฮีนจา ทุกครั้งที่นานาชาติตั้งคำถามประเด็นโรฮีนจา สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลและชาวเมียนมาหยิบยกขึ้นมาตอบโต้เสมอคือชาวโรฮีนจานั้นเป็น “คนนอก” ไม่ใช่ชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อยู่มานาน อาทิ พม่า มอญ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง ว้า ฯลฯ ชาวพม่าย้ำเสมอว่า “ชาวโรฮีนจาเข้ามาหลังปี 1824 (พ.ศ.2367)” หลังพม่าแพ้สงครามให้แก่อังกฤษแล้ว อังกฤษผู้ครอบครองอาณานิคมอินเดียทั้งหมดจึงนำแรงงานจากดินแดนอินเดียและบังกลาเทศในปัจจุบันเป็นจำนวนมากซึ่งรวมถึงชาวโรฮีนจา เข้ามาเป็นแรงงานในรัฐยะไข่ของพม่า
ตัวเลข “1824” จึงกลายเป็นกฎหมายที่รัฐบาลพม่าใช้ “ลบตัวตน” ของชาวโรฮีนจา จากเดิมสมัยที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษใหม่ๆ ชาวโรฮีนจายังมีบัตรประชาชน มีการรวมกลุ่มสมาคม ถึงขนาดมี “สถานีวิทยุ” เป็นของตนเอง แต่เมื่อเข้าสู่สมัยผู้นำเผด็จการทหาร นายพล เน วิน ยึดอำนาจใน พ.ศ.2505 และปกครองพม่าแบบ “ปิดประเทศ” ยาวนานหลายทศวรรษ
ในช่วงนี้เองที่มีสารพัดนโยบายออกมาจัดการกับโรฮีนจา เช่น ในปี พ.ศ.2517 รัฐบาลพม่าเริ่มยกเลิกบัตรประชาชนโรฮีนจา และยกเลิกทุกสิทธิที่เคยได้รับใน พ.ศ.2525
พรรค NLD ของ นางออง ซาน ซูจี หรือพรรค USDP ของขั้วอำนาจฝ่ายทหาร ทั้งคู่ก็ยังเป็น “พรรคการเมือง” ที่ต้องขับเคี่ยวช่วงชิง “ฐานเสียง” หรือก็คือ “ประชาชน” ตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตยที่การจะเป็นรัฐบาลได้ต้องมาจากคะแนนเสียงเลือกตั้ง และนั่นคือ “โชคร้าย” ของชาวโรฮีนจา เนื่องจาก “คนพม่าส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นชาวพุทธ และมีจุดยืนไม่เอาโรฮีนจา” อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่มีนักการเมืองคนใด “กล้าฝืนมติมหาชน” แม้จะเป็น ออง ซาน ซูจี ที่มีภูมิหลังเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ และได้รับศรัทธาท่วมท้นมาก่อนก็ตาม
แต่ ศาสตราจารย์ซัสเกีย ซาสเสน แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการย้ายถิ่นระหว่างประเทศ และเรื่องโลกาภิวัตน์ (globalization and international human migration) กลับเห็นว่านอกเหนือจากปัญหาความแตกต่างกันทางศาสนาและการเพิ่งย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ในรัฐยะไข่ของชาวโรฮีนจาเมื่อปี พ.ศ.2367 (ในรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง) ดูไม่เพียงพอที่จะอธิบายถึงปฏิบัติการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อชาวโรฮีนจาของทางการเมียนมา แต่หากดูจากการประกาศเวนคืนที่ถึง 7,587,000 ไร่ ในรัฐยะไข่ เพื่อเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจเมื่อ พ.ศ.2559 ในขณะที่ใน พ.ศ.2555 ทางการเมียนมาได้ประกาศเวนคืนที่ดินในรัฐยะไข่เพื่อทำเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจเพียง 44,300 ไร่เท่านั้นเอง ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ทางการพม่าได้ตกลงกับบรรษัทของจีนที่จะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่เมืองจ๊อกผิ่ว (Kyaukpyu) ในรัฐยะไข่ วงเงิน 7.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรมใกล้กับบริเวณท่าเรือน้ำลึกจ๊อกผิ่วอีกในวงเงิน 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นการขับไล่ชาวโรฮีนจาออกไปจากรัฐยะไข่ได้ก็จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินเหล่านี้
ความจริงโครงการท่าเรือน้ำลึกจ๊อกผิ่วมีความสำคัญอย่างสูงต่อจีนมาก เนื่องจากเป็นเป้าหมายของการแปลงเศรษฐกิจของจีนสู่เศรษฐกิจนานาชาติ ซึ่งท่าเรือน้ำลึกจ๊อกผิ่วนี้จึงเป็นส่วนสำคัญยิ่งสำหรับนโยบายวันเบลท์ วันโรดของจีนนั่นเอง หลังจากจีนประสบความสำเร็จในการลงทุนสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติพม่า-จีน ที่ตั้งต้นที่เมืองจ๊อกผิ่วมีความยาว 2,520 กม. ไปยังเมืองกุ้ยก่างในมณฑลกวางสีจ้วงของจีน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานที่ขยายตัวของประเทศจีนเมื่อ พ.ศ.2556 ส่วนท่อส่งน้ำมันดิบจากเมืองจ๊อกผิ่วไปยังมหานครฉงชิ่ง มณฑลเสฉวนของจีนความยาว 2,402 กม.นั้น กำลังดำเนินการอยู่
สรุปแล้วปัญหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ จึงมีสาเหตุที่สำคัญส่วนหนึ่งจากเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ของจีนนั่นเอง

