วันที่ 28 กันยายน นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม.และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความแสดงความเห็นกรณีการเปิดประมูลโครงการซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover หรือ เอพีเอ็ม) ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าไม่ใช้คนขับของ ทอท. โดยระบุว่า จับตาประมูลรถไฟฟ้า APM ในสุวรรณภูมิ 3 ครั้ง ยังไม่จบ!
ตามที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้เปิดประมูลโครงการซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover หรือ เอพีเอ็ม) ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าไม่ใช้คนขับ วิ่งในอุโมงค์ใต้ดินเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารในปัจจุบันกับอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ในสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ เอพีเอ็มจะทำหน้าที่ขนส่งผู้โดยสารระหว่างอาคารทั้งสอง โดยมีการประมูลมาแล้วถึงสามครั้ง ดังนี้
การประมูลครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 มีผู้เข้าร่วมประมูล 3 ราย ประกอบด้วย (1) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งเสนอเอพีเอ็มของมิตซูบิชิ (2) บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด ซึ่งเสนอเอพีเอ็มของบอมบาดิเอร์ และ (3) กลุ่มบริษัท IRTI ซึ่งประกอบด้วยบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK บริษัท เรืองณรงค์ จำกัด บริษัท ที.อี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และท่าอากาศยานอินชอน โดยกลุ่มบริษัท IRTI ได้เสนอเอพีเอ็มของซีเมนส์ ปรากฏว่ามีบริษัทที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์เพียงรายเดียวคือ ITD ทอท. จึงยกเลิกการประมูล โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความเป็นธรรมและต้องการคัดเลือกผู้ที่ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุด
การประมูลครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2560 ยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิมคือพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิค และข้อเสนอด้านราคา ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงสองรายคือ ITD ซึ่งเสนอเอพีเอ็มของมิตซูบิชิ และกลุ่มบริษัท IRTI ซึ่งเสนอเอพีเอ็มของซีเมนส์ โดยทั้งสองรายผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ทอท.จึงได้พิจารณาข้อเสนอทางเทคนิค ปรากฏว่า ITD ได้คะแนนมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ITD เสนอราคาสูงกว่าราคากลาง ทอท.จึงต่อรองราคากับ ITD แต่ ITD ไม่ยอมลดราคา ทอท. จึงทำการต่อรองราคากับกลุ่มที่ได้คะแนนรองลงมาคือ กลุ่มบริษัท IRTI ซึ่งถึงแม้ว่ากลุ่มนี้จะลดราคาลงมาบ้างแต่ก็ยังคงสูงกว่าราคากลาง ด้วยเหตุนี้ ทอท. จึงตัดสินใจประกาศยกเลิกการประมูลอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าบริษัททั้งสองรายเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง
สำหรับการประมูลครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ทอท.ได้เปลี่ยนเป็นการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ นั่นคือใช้ราคาเป็นเกณฑ์ ปรากฏว่าผู้ร่วมประมูลยังเป็นเพียงสองรายเดิม นั่นคือ ITD ซึ่งเสนอเอพีเอ็มของมิตซูบิชิ และกลุ่มบริษัท IRTI (ในครั้งนี้เปลี่ยนชื่อเป็น IRTV) ซึ่งเสนอเอพีเอ็มของซีเมนส์ มีการเปิดซองราคาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 ปรากฏว่า ITD เสนอราคา 3,155,502,321.84 บาท กลุ่มบริษัท IRTV เสนอราคา 3,079,500,000 บาท ในขณะที่ ทอท.กำหนดราคากลางไว้ที่ 2,894,959,247.20 บาท นั่นหมายความว่าทั้งสองบริษัทเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง ทอท.จึงต้องต่อรองราคาลงมา โดย IRTV ได้ลดราคาลงมา 5 แสนบาท ในขณะที่ ITD ไม่ยอมลดราคา ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าทั้งสองบริษัทยังคงเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง ทอท.จึงประกาศยกเลิกการประมูลครั้งที่ 3 โดยอ้างว่าทั้งสองบริษัทเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง
ประเด็นเรื่องราคากลางเป็นประเด็นน่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะก่อนถึงการประมูลครั้งที่ 3 คือเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 มีการประชุมของส่วนวิศวกรรมระบบ ฝ่ายวิศวกรรม (สวร.ฝวศ.) ของ ทอท.โดยที่ประชุมได้มีมติให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางทบทวนราคากลางใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะราคากลางเดิมนั้นคณะกรรมการกำหนดราคากลางได้คำนวณไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 แต่ในที่สุดก็ไม่มีการทบทวนราคากลางแต่อย่างใด ทอท.ยังคงใช้ราคากลางเดิมคือ 2,894,959,247.20 บาท ในการประมูลครั้งที่ 3โดยไม่ผ่านการพิจารณารับรองของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง เพราะไม่มีการส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางพิจารณา แม้ว่าที่ประชุมของ สวร.ฝวศ.ได้มีมติให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางไปคำนวณราคากลางใหม่แล้วก็ตาม และได้ทำหนังสือด่วนที่สุด เลขที่ 17/60 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ถึงผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการก่อสร้าง (ผอก.สกส.) โดยมีข้อความตอนท้ายว่า “จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา หากเห็นควร กรุณานำเรียน กอญ.(กรรมการผู้อำนวยการใหญ่) พิจารณาดำเนินการต่อไป” ซึ่ง ผอก.สกส.เห็นด้วยจึงได้มีข้อความถึง กอญ.ว่า “เพื่อกรุณาสั่งการให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางพิจารณาดำเนินการต่อไป” แต่เหตุไฉนเรื่องจึงไม่ถูกส่งให้คณะกรรมการกำหนดราคากลาง?
เมื่อถึงจุดนี้ ทอท.จะต้องเปิดประมูลครั้งที่ 4 ซึ่งมีข่าวว่า ทอท.อาจปรับแก้ข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (Terms of Reference หรือทีโออาร์) และข้อกำหนดทางเทคนิค (Specifications หรือสเปก) ซึ่งอาจทำให้เอพีเอ็มของจีนและเกาหลีเข้าร่วมประมูลได้ สอดคล้องกับความพยายามของเอกชนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการเสนอเอพีเอ็มของจีนหรือของเกาหลีเข้าแข่งขัน และมีโอกาสชนะการแข่งขันได้ด้วย เพราะคาดว่าเอพีเอ็มของจีนและของเกาหลีจะมีราคาไม่เกินราคากลาง
ถึงเวลานี้ คงต้องติดตามการตัดสินใจของ ทอท.อย่างไม่กะพริบตาว่าจะสามารถจัดซื้อระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติหรือเอพีเอ็มที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เหมาะสม และทันเวลาการใช้งานได้หรือไม่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้โดยสารและประเทศชาติเป็นหลัก และที่สำคัญ จะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของเอกชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

