หน้าแรก การเมือง เรืองไกร เตรี...

เรืองไกร เตรียมร้องป.ป.ช. สอบนายกฯพ่วงครม. เข้าข่ายผิด 157 หรือไม่

30.09.17 | 11:11 น.

เมื่อวันที่ 30 กันยายน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 ตุลาคม จะไปขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบนายธานิศ เกศวพิทักษ์ ซึ่งนั่งในกรรมการปฏิรูปตำรวจ เพราะสะดุดใจว่า นายธานิศเป็นหนึ่งในองค์คณะคดีหนึ่งตามประกาศศาลฎีกามาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (เดิม) มาตรา 13 ห้ามมิให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาในองค์คณะไปทำงานที่อื่นนอกศาลฎีกาบังคับไว้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลแบบสืบสวนเจาะลึกจึงพบ 2 ประเด็นตามมา

นายเรืองไกรกล่าวว่า ประเด็นที่ 1.การตั้งนายธานิศ เกศวพิทักษ์ เป็นกรรมการปฏิรูปตำรวจนั้น คณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ทำบันทึกผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ต่อมานายกรัฐมนตรีจึงได้มีประกาศแต่งตั้งตามมติ ครม.ดังกล่าว กรณีนี้จึงมีเหตุต้องร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่า การที่ ครม.มีมติให้นายกฯแต่งตั้งนายธานิศ เกศวพิทักษ์ นั้น เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 13 หรือไม่ และจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 123/1 หรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบเจาะลึกย้อนไปถึงการแต่งตั้งกรรมการกฤษฎีกาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 พบว่า มีชื่อนายชีพ จุลมนต์ และนายธานิศ เกศวพิทักษ์ เป็นกรรมการกฤษฎีกาอยู่ด้วย ซึ่งทั้งสองท่านเป็นองค์คณะในคดีหนึ่งมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น จึงมีเหตุต้องร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่า การที่นายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งนายชีพและนายธานิศเป็นกรรมการกฤษฎีกา ในขณะที่ทั้งสองคนเป็นองค์คณะในคดีนั้น เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 13 หรือไม่ และจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 123/1 หรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการปฏิรูปตำรวจเป็นหน่วยงานอื่นที่อยู่นอกศาลฎีกาอย่างชัดเจน แต่ต้องรอดูว่า พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 29 กันยายน 2560 จะยังคงมีบทบัญญัติห้ามไว้หรือไม่ ซึ่งพบว่า ในบทบัญญัติมาตรา 11 วรรคสี่ ของกฎหมายใหม่ ก็ยังคงบัญญัติห้ามมิให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาในองค์คณะไปทำงานที่อื่นนอกศาลฎีกา เช่นเดียวกับที่กฎหมายเดิมห้ามไว้

 

Advertisement