ทั้งๆ ที่ คสช. และรัฐบาล ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าพล. อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ให้ความสนใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้อยมาก
“นายกรัฐมนตรีไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญเนื่องจากมีหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองในการรักษากฎหมาย
และติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายเท่านั้น”
แต่ “ปฏิกิริยา” ต่อกรณีการขอลี้ภัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับมาจากพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า
เป็น “ปฏิกิริยา” ที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างสูง
“คดีนี้ไม่ใช่คดีการเมือง เป็นคดีอาญาปกติที่เกิดจากการปฏิ บัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายจากนโยบายของรัฐบาล”
ไม่เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้สถานะ “ผู้ลี้ภัย”
ความเป็นจริงที่ยอมรับ”ร่วมกัน”ต่อกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะขอสถานะเป็น”ผู้ลี้ภัย”
คือ เป็นเรื่อง “ส่วนตัว”
เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับทางการอังกฤษ
กระทรวงมหาดไทยของอังกฤษจึงไม่”ชี้แจง”
ขณะเดียวกัน เมื่อสำนักข่าวต่างๆสอบถามไปยังสถานเอก อัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงเทพมหานคร
ก็ได้รับคำตอบว่าเป็น “เรื่องส่วนตัว”
ความหมายของคำว่า “ส่วนตัว”ในที่นี้ย่อมหมายถึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกระทรวงมหาดไทย ของอังกฤษด้วย
ตรงนี้ต่างหากที่มากด้วย”ความอ่อนไหว”
บรรดาความคึกคักอันเคยมีและเกิดขึ้นไม่ว่าในวันที่ 25 สิงหาคม ไม่ว่าในวันที่ 27 กันยายน
จึงอยู่ในภาวะ “งัน” และ “ชะงัก”
ที่บอกว่า ไม่ว่าในที่สุดแล้วการหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องมีผลสะเทือน ก็จากสถานการณ์แบบนี้
ในที่สุดแล้ว “คำพิพากษา” จะมีผลต่อการตัดสินใจของกระ ทรวงมหาดไทยและรัฐบาลอังกฤษหรือไม่ หรือว่ารัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จะมีผลหรือไม่
ก็จากสถานะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตรงนี้

