แม้ว่านับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา ความขัดแย้ง “หลัก” อันดำรงอยู่ในสังคมไทยคือความขัดแย้งระหว่าง 1 กลุ่มอำนาจใหม่ที่เข้ามายึดครองในนาม คสช. กับ 1 พรรคเพื่อไทย ซึ่งสูญเสียอำนาจและถูกรุกไล่ในทางการเมือง
แต่พลันที่มีการเสนอ “ร่าง” รัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เข้ามาเมื่อวันที่ 29 มกราคม แม้ความขัดแย้ง “หลัก” อันเป็นพื้นฐานจะยังดำรงอยู่
เห็นได้จากคำประกาศจากพรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับและพร้อม “คว่ำ” ในขั้นประชามติ
ความขัดแย้ง “ย่อย” อันปรากฏขึ้นมาจากผลสะเทือนแห่ง “ร่าง” รัฐธรรมนูญอันแสดงออกให้เห็นเป็นระยะๆ สัมผัสได้ผ่านภาคประชาสังคม ปัญญาชน นักวิชาการ และพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์
เหล่านี้ล้วนเป็น “พันธมิตร” โดยพื้นฐานและดั้งเดิมจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กระทั่งรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
เป็นความขัดแย้งภายใน “เนื้อหา” บางอย่าง บางส่วน และเรียกร้องให้ปรับแต่ง ปะผุ
ขณะเดียวกัน พลันที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ออกมาสรุปเหตุผลและเบื้องหลังการคว่ำ “ร่าง” รัฐธรรมนูญโดยมติในที่ประชุม สปช. เมื่อเดือนกันยายน 2558 ว่า “เขาอยากอยู่ยาว”
บทสรุปนี้กลับเป็นอีก “ปัจจัย” อันก่อให้เกิดการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง
คสช. ขานรับ
“อยากอยู่ยาว”
จุดสำคัญเป็นอย่างมากในทางการเมืองเห็นจะเป็นเสียงขานรับจากคนสำคัญใน คสช. จากบทสรุปโดย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
นั่นก็คือ ข้อเสนอ 16 ข้ออันมาจาก “ครม.”
นั่นก็คือ ข้อเสนอสำคัญที่ต้องการดำรง “อำนาจ” ภายใต้โครงสร้างแห่ง “คสช.” ให้ยาวนานออกไประยะหนึ่ง
เรียกกันว่า ระยะ “เปลี่ยนผ่าน” ทางการเมือง
ในเบื้องต้น ข้อเสนอ 16 ข้อของ ครม. มิได้มีการกำหนดลงไปว่าเป็นระยะเวลาเท่าใด แต่ภายหลังจากนั้น ได้มีการออกมายืนยันว่า อย่างน้อยควรจะเป็นเวลา 5 ปี
เป็นเวลา 5 ปีภายหลังการเลือกตั้งตามโรดแม็ปในเดือนกรกฎาคม 2560
หากเป็นไปตามคำขานรับ “ระยะเปลี่ยนผ่าน” อันมาจากหลายคนสำคัญของ คสช. เท่ากับยืนยันว่า อย่างน้อยที่สุดของการดำรงอยู่แห่งอำนาจของ คสช. คือ 8 ปี
8 ปีจากเดือนพฤษภาคม 2557 เท่ากับอยู่ไปถึงเดือนพฤษภาคม 2565
หากทุกอย่างดำเนินไปตามความต้องการของ คสช. การ “ร่าง” รัฐธรรมนูญย่อมมิได้เป็นไปเพื่อการสืบทอดอำนาจอย่างที่เข้าใจกันในเบื้องต้น หากแต่เท่ากับเป็นความต่อเนื่องของอำนาจอันมาจากกระบวนการของรัฐประหาร
รัฐธรรมนูญก็ดี ประชามติก็ดี การเลือกตั้งก็ดี จึงเท่ากับเป็น “พิธีกรรม” ในทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช. เป็นสำคัญ
มาถึงตอนนี้เริ่มปรากฏร่องรอยแห่งความขัดแย้ง “ใหม่” ปรากฏขึ้น
นั่นก็คือ เป็นความขัดแย้งระหว่าง “คสช.” ซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจ กับ พันธมิตรใน “แนวร่วม” ซึ่งทวีความแหลมคมและรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
ปมเงื่อนมิได้อยู่ที่ “รัฐธรรมนูญ” อย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ระยะเวลา” ของการครองอำนาจด้วย
รูปธรรม 1 คือ “หมายเรียก” อันมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปยัง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ในเรื่องอันเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นี่คือการปะทะระหว่าง “คสช.” กับพันธมิตรภายใน “กลุ่มอำนาจ” ทางการเมือง
ปะทะ ขัดแย้ง
ในพวกเดียวกัน
ต้องยอมรับว่า พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป มีจุดยืนในทางการเมืองอันเด่นชัดยิ่งว่า อยู่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”
ตั้งแต่รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กระทั่ง รัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ได้รับความไว้วางใจให้เป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สายโดยสังกัดอยู่กับ สปช.
แต่เมื่อมีการจัดตั้ง “สปท.” ก็ไม่ได้รับการแต่งตั้ง
กระนั้น ก็เคลื่อนไหวในประเด็นการปฏิรูปตำรวจอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมีการเผยแพร่ข้อความอันสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างสูงจนนำไปสู่การออก “หมายเรียก” เพื่อเข้าพบกับเจ้าพนักงานสอบสวนในคดีอันเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
หากดูจากท่าทีขึงขังและความเอาจริงเอาจังของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากดูจากท่าทีขึงขังความเอาจริงเอาจังในการปกป้องตนเองของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป จะประจักษ์ว่าความขัดแย้งนี้แหลมคมและส่อแนวโน้มว่าอาจบานปลายหากไม่สามารถจัดการเจรจาหารือเพื่อประนอมและยุติความขัดแย้งได้อย่างทันกับสถานการณ์
เพราะทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยหรือเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” เลย หากเป็นเรื่องระหว่าง คสช. กับพันธมิตรอันเคยเป็นแนวร่วมแท้ๆ
ยิ่งต่อสู้ก็จะยิ่งขยายบาดแผลแห่งความขัดแย้งให้กลายเป็นความแตกแยกและนำไปสู่ภาวะแยกตัว
ยิ่งต่อสู้ก็จะยิ่งทำให้เอกภาพและความมั่นคงภายในอำนาจใหม่อันมาจากรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มิอาจดำรงอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง
สะท้อนให้เห็นลักษณะอันเป็น “สงครามตัวแทน” ขึ้นได้อย่างเด่นชัด
เพราะภายในกลยุทธ์ของการต่อสู้มีความจำเป็นต้องเปิดโปงออกมาให้เห็นว่าภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการซื้อขายตำแหน่งกันอย่างไร
เท่ากับ “หยิกเล็บ” และ “เจ็บถึงเนื้อ” อย่างแน่นอน
ขัดแย้ง แตกแยก
ระยะกาล ตั้งไข่
ความขัดแย้งอันเนื่องแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็น “ตัวแทน” กับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อันเป็น “ตัวแทน” นี้ปรากฏขึ้นเหมือนปลายบนสุดแห่งภูเขาน้ำแข็ง
สะเทือนไปถึง “คสช.” ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สะเทือนไปถึงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สะเทือนไปถึง กปปส. ซึ่ง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป เคยมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว
ไม่ว่าจะเป็นก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
หากทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถทำความเข้าใจและสลายความขัดแย้งอย่างรวดเร็ว อาจบานปลายกลายเป็นความแตกแยก
ในที่สุดก็จะเกิดการแยกตัวในทางการจัดตั้ง กลายเป็นความขัดแย้งใหม่ขึ้นมาอีกขั้ว

