“พท. ชี้ ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจอยากให้ กม.ลูกเสร็จเร็วหรือช้า พร้อมแนะให้เป็นกรณีศึกษาปม “ชัชชาติ” ถอนตัวนั่ง คกก.ยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่ว่าผู้มีอำนาจคิดจะตัดสินใจทำอะไรตามใจตัวเองได้ทุกเรื่อง”
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) ฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ยืนยันว่าการยกร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.และ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เสร็จทันตามกรอบเวลา 240 วันหรือในวันที่ 1 ธ.ค.ว่า เชื่อว่า กรธ.อาจจะเขียนกฎหมายเสร็จแล้วก็เป็นได้ เพียงแต่ยื้อเวลา หวังใช้เวลาบริหารจัดการแบบเต็มเวลา รวมทั้งเพื่อรอจังหวะให้ผู้มีอำนาจสั่งมาว่าอยากให้ส่ง สนช.พิจารณาในช่วงใด ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องจัดทำกฎหมายขึ้นใหม่ หรือจะนำเอาร่างเดิมมาปรับปรุงก็ได้ ตนเชื่อว่ารายละเอียดไม่แตกต่างกัน กรธ.สามารถนำเอาของเดิมมาปรับปรุงได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดึงให้การเลือกตั้งช้าออกไปอีกถึงไหน ดังนั้น กรธ.อย่าทำเรื่องง่ายๆ ให้เป็นเรื่องยากเลย หากท่านจะเขียนกฎหมายลูกให้เสร็จเร็วก็สามารถทำได้
นายสามารถ กล่าวต่อว่า และเมื่อครบกำหนดที่ กรธ.ต้องส่งร่างให้ สนช.พิจารณานั้น ทาง สนช.จะมีเวลาพิจารณาอีก 60 วันตามกรอบของรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าก็คงจะใช้เวลาพิจารณากันยืดยาวจนครบตามกรอบ แต่ยิ่งพิจารณากฎหมายลูกล่าช้า ก็จะทำให้การเลือกตั้งตามโรดแม็ปยิ่งล้าช้าออกไป โอกาสของประเทศก็ยิ่งเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นอยากให้ช้าหรือเร็วตนเชื่อว่าผู้มีอำนาจสั่งการได้หมด
นายสามารถ กล่าวต่อกรณีที่เริ่มมีบุคคลขอถอนตัวยากการเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติว่า ตอนแรกก็นึกว่าทางรัฐบาล คสช.จะได้ทาบทามบุคคล รวมทั้งบุคลนั้นๆ มีการตอบรับก่อนที่มีชื่อออกมาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ แล้ว แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเป็นการใส่ชื่อบุคคลไปโดยไม่ได้ถามเจ้าตัวเสียก่อน เห็นได้จากกรณีของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม ไม่รู้ว่าบุคคลท่านอื่นๆ จะมาแบบเต็มใจ เกรงใจ หรือตกกระไดพลอยโจนกันแน่ ดังนั้นกรณีของรายชัชชาติถือเป็นกรณีศึกษาว่า ไม่ใช่ว่าผู้มีอำนาจคิดจะตัดสินใจหรือทำอะไรตามใจตัวเองได้ไปเสียทุกเรื่อง

