เรื่องใหญ่คืนวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา จู่ๆได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเผยแพร่ออกมา เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ รวม 6 คณะ ซึ่งคณะกรรมการทั้งหมดนี้จะต้องดำเนินการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะมีผลผูกพันต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลในอนาคต เนื่องจากถูกกำหนดไว้เป็นพระราชบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
สำหรับคณะกรรมการทั้ง 6 คณะ ประกอบด้วย ด้านความมั่นคงขอบเขต ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันขอบเขต ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ขอบเขต ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมขอบเขต ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขอบเขต และ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐขอบเขต

โดยคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 คณะ มีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และคณะกรรมการตามประกาศนี้จะมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี สำหรับรายชื่อของบุคคลที่ร่วมเป็นกรรมการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ นั้น มีบุคคลที่น่าสนใจหลายคน โดยเฉพาะนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เข้ามาร่วมทีมด้วย โดยมาเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันขอบเขต ซึ่งเป็นคณะที่ 2 ใน ทั้งหมด 6 คณะ
ทั้งนี้ นายชัชชาติ เคยสร้างกระแส “ชัชชาติฟีเวอร์” เมื่อปี 2557 ได้รับฉายาจากชาวเน็ตเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่า รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดปฐพี จากไลฟ์สไตล์ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายติดดิน ประชาชนพูดคุยด้วยง่าย เข้าถึงทุกปัญหาการคมนาคม ด้วยการสั่งการอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงพื้นที่ทันทีที่เกิดปัญหา หลังเหตุการรัฐประหาร ชัชชาติ ดำรงตำแหน่งบริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ นอกจากการบรรยายเป็นครั้งคราวในสถาบันการศึกษา

จนถึงสัปดาห์นี้ที่ชื่อของชัชชาติ ได้รับการพูดถึงอีกครั้ง แต่เป็นการพูดถึงที่ผิดคาด เนื่องจากรายชื่อของชัชชาติ โผล่เป็นทีมจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล อันเป็นกลุ่ม ผู้ที่ส่วนใหญ่สนับสนุนนายชัชชาติอยู่รู้สึกผิดหวัง เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างกวางตามมา กระทั่งสองวันถัดมา นายชัชชาติออกมาชี้แจงกลางดึก ไม่รับเก้าอี้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ โดยให้เหตุผลว่าไม่เข้าใจ-ไม่มีเวลา-มีทั้งงานประจำ -และต้องให้เวลากับครอบครัว
“ตัวผมเอง ไม่ได้มีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ชาติอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้ยังติดภาระงานประจำที่เป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทมหาชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระด้านครอบครัว จึงไม่สามารถที่จะทำหน้าที่กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเต็มกำลัง ผมจึงขอไม่รับตำแหน่งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยจะไปยื่นหนังสือในวันจันทร์ ตอนแรกจะไปตั้งแต่วันศุกร์แต่ทำเอกสารไม่ทันครับ Michael Porter กูรูด้านกลยุทธ์พูดไว้ว่า “The essence of strategy is choosing what not to do.” “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือ การเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” สิ่งที่เรารู้ว่าจะทำได้ไม่ดี ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งของคนอื่นและตัวเราครับ” นายชัชชาติกล่าว
ส่วนกรณีที่นายกวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ข้อมูลว่านายชัชชาติ รับเป็นคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแล้วนั้น นายชัชชาติ ชี้แจงว่า “เป็นความบกพร่องของตนเองที่สื่อสารกับทีมงานของรองนายกฯไม่ชัดเจน ทีมงานของนายวิษณุได้แจ้งมาตอนบ่ายวันที่ 27 กันยายน ตนบอกว่าไม่เคยทราบเรื่อง ขอดูรายละเอียดก่อน จะแจ้งในวันรุ่งขึ้น พอวันรุ่งขึ้นมีรายชื่อตนออกมาแล้ว ต้องกราบขอโทษท่านรองฯวิษณุและขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณานึกถึง ให้เกียรติและให้โอกาส” นายชัชชาติ ระบุ
นอกจากนี้ ไม่ได้มีแค่นายชัชชาติที่ปฎิเสธ รับตำแหน่ง ด้าน นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โดยได้แจ้งผ่านเฟซบุ๊ก ปฏิเสธรับตำแหน่ง พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติและหลังจากนี้จะทำหนังสือลาออกจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นทางการ ด้วยเช่นกัน

เกิดการตั้งคำถามอย่างมากตามมาว่า ทำไมมีกรรมการถึงสองคนออกมาปฎิเสธการเข้ารับตำแหน่งออกสื่อ เป็นเพราะรัฐบาล มิได้ทาบทามอย่างเป็นทางการใช่หรือไม่ อย่างไร
จะว่าไปแล้ว การขอไม่ดำรงตำแหน่ง ที่ผู้มีอำนาจในปัจจุบันแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการต่างๆ ก็มิได้เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพราะย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็เพิงเกิดเหตุ กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ฝ่าย โดยในส่วนของคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานอนุกรรมการ มีการระบุว่ามีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมรวม 9 ท่าน และหนึ่งในนั้นคือ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยศ.ดร.ผาสุก ได้ชี้แจงทันทีว่า ไม่เคยได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมกับคณะอนุกรรมการฯ จากทางรัฐบาลแต่อย่างใด และหากได้รับการติดต่อทาบทามจริงก็จะไม่ตกลงเข้าร่วมเนื่องจากไม่สะดวก (ทั้งนี้ในการรัฐประหารเมื่อเดือน ก.ย. 2549 คณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้เคยแต่งตั้งศ.ดร.ผาสุกเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของคปค. แต่ ศ.ดร.ผาสุก ได้ตอบปฎิเสธไม่รับตำแหน่งมาแล้วครั้งหนึ่ง)
รัฐบาลปัจจุบันเหลือเวลาอีกราวปีเศษ ในการบริหารราชการแผ่นดินตามโรดแมป ก่อนจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น จึงน่าจับตาว่า จะเกิดกรณีแบบนี้ซ้ำรอยขึ้นอีกหรือไม่

