หน้าแรก การเมือง จี้ ป.ป.ช.สอบ...

จี้ ป.ป.ช.สอบรัฐบาล ตั้งผู้พิพากษาองค์คณะศาลฎีกา นั่งทีมปฏิรูป ตร.-กฤษฎีกา ชี้ขัด กม.

2.10.17 | 15:27 น.

“เรืองไกร” จี้ “ป.ป.ช.” สอบรัฐบาลบิ๊กตู่ ตั้งผู้พิพากษาในองค์คณะศาลฎีกาไปนั่งทีมปฏิรูปตำรวจ-กฤษฎีกา ชี้ขัดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบการกระทำของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี กรณีการแต่งตั้งผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปดำรงตำแหน่งกรรมการปฏิรูปตำรวจและกรรมการกฤษฎีกา เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 13 หรือไม่ และจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 123/1 หรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า การที่นายกฯและคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งนายธานิศ เกศวพิทักษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นจำเลย เป็นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ รวมทั้งการแต่งตั้งนายธานิศ และนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว เป็นกรรมการกฤษฎีกานั้น เป็นการแต่งตั้งถูกต้องหรือไม่ เพราะกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งฉบับเดิมที่มีบทบัญญัติในมาตรา 13 และฉบับใหม่ในบทบัญญัติมาตรา 11 วรรคสี่ ซึ่งห้ามไม่ให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาในองค์คณะไปทำงานที่อื่นนอกศาลฎีกาบังคับไว้ โดยตนเห็นว่าทั้งกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการปฏิรูปตำรวจ เป็นหน่วยงานอื่นที่อยู่นอกศาลฎีกาอย่างชัดเจน ดังนั้นการดำเนินการของนายกฯและคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 13 และอาจมองได้ว่าเป็นการที่ฝ่ายบริหารไปแทรกแซงฝ่ายตุลาการ จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่าจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 123/1 หรือไม่