หน้าแรก การเมือง หากแสงแห่ง‘ซี...

หากแสงแห่ง‘ซีไรต์’จะลาลับ : กล้า สมุทวณิช

4.10.17 | 13:00 น.

ข่าวสะเทือนขวัญของวงการวรรณกรรมเมื่อเร็วๆ นี้ คงไม่พ้นเรื่องความสั่นคลอนของรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ “รางวัลซีไรต์”

เค้าลางคลื่นไหวแห่งความสั่นคลอนที่ได้ปรากฏต่อสาธารณะนั้น มาจากการที่ คุณจรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรมชื่อดัง และอดีตกรรมการรางวัลซีไรต์หลายสมัยออกมาเปิดเผยว่า ภาคเอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของรางวัลซีไรต์ตลอดมานั้นเริ่มจะมีท่าทีและแนวโน้มที่จะปรับลดการสนับสนุนรางวัลวรรณกรรมดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่พูดกันอย่างไม่อ้อมค้อมคือ เม็ดเงินและสิทธิประโยชน์ที่ภาคเอกชนต้องจ่ายเพื่อหล่อเลี้ยงรางวัลวรรณกรรมเก่าแก่นี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องเปลืองเปล่าไม่คุ้มค่าอีกต่อไป ในแง่มุมของภาคธุรกิจที่ต้องการแสวงหากำไร ซึ่งอาจจะทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของรางวัลสำคัญทางวรรณกรรมที่มีอายุเกือบ 40 ปี

รางวัลซีไรต์มีชื่อเต็มๆ ว่า “รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน” หรือในภาษาอังกฤษว่า Southeast Asian Writer Awards (S.E.A.Write) กำเนิดขึ้นจากการริเริ่มของโรงแรม
โอเรียนเต็ล กับบริษัทการบินไทยและกลุ่มบริษัทในเครืออิตัลไทย ร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ก่อตั้งรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์สำหรับนักเขียนในกลุ่มประเทศในอาเซียน และเริ่มต้นมอบรางวัลกันเป็นครั้งแรกในปี 2522 โดยนวนิยายเรื่อง “ลูกอีสาน” ของ “คำพูน บุญทวี” เป็นหนังสือและนักเขียนรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้

แม้ฟังจากชื่อแล้วจะคล้ายเป็นการประกวดวรรณกรรมระหว่างชาติอาเซียน แต่แท้จริงแล้วเป็นลักษณะที่แต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนจะจัดการประกวดและคัดเลือกรางวัลซีไรต์ของแต่ละชาติกันเอง โดยมารับรางวัลพระราชทานที่โรงแรมโอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ดังนั้น ในแต่ละปีจึงจะมีนักเขียน “ซีไรต์” กันชาติละคน ตามแต่จำนวนสมาชิกในแต่ละปีนั้นๆ

สำหรับรูปแบบของการประกวดนั้น เป็นการประกวด “หนังสือ” เวียนกันไปปีละประเภท ได้แก่

Advertisement

นวนิยาย บทกวี และรวมเรื่องสั้น โดยวรรณกรรมที่จะส่งเข้าประกวดรางวัลซีไรต์ได้ในแต่ละปี จะต้องเป็นหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์โดยมีหมายเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) ที่ตีพิมพ์ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ในรอบการประกวดหนังสือประเภทที่มีการประกวดนั้น

แม้เราจะไม่อาจกล่าวได้ว่า หนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในรอบ 3 ปีสำหรับงานเขียนประเภทนั้น แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือ รางวัลซีไรต์ถือเป็นรางวัลวรรณกรรมอันดับหนึ่งของประเทศไทย เป็นรางวัลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับที่สุด ส่งผลให้ตราสัญลักษณ์ดาวแฉกวงปากกาของซีไรต์กลายเป็นเครื่องหมายที่ทรงอิทธิพลที่สุดที่จะตีประทับบนหน้าปกของหนังสือวรรณกรรมเพียงหนึ่งเล่มในแต่ละปีของประเทศไทย

สำหรับวงการวรรณกรรมที่เรียกตัวเองว่าเป็น “วรรณกรรมสร้างสรรค์” นั้น รางวัล
ซีไรต์มีนัยสำคัญที่สุดสำหรับนักเขียนในแง่ของชื่อเสียงเกียรติยศ และสำหรับสำนักพิมพ์หรือ
ผู้ผลิตหนังสือในแง่ของยอดจำหน่าย ด้วยความเก่าแก่และชื่อเสียงที่สั่งสมมานานกว่าสามสิบปี ก็ยังเป็นต้นทุนทางสังคมอันมีอิทธิพลอยู่อย่างปฏิเสธไม่ได้

เราคงต้องยอมรับความจริงว่า หนังสือแนว “วรรณกรรม” ประเภทบทกวี เรื่องสั้น หรือนวนิยายนั้น ไม่ใช่หนังสือในกลุ่มที่คาดหวังเรื่องยอดขายกันได้เท่าใดนัก เช่นนี้ รอยตราแห่งรางวัลซีไรต์ จึงเป็นเหมือน “พรวิเศษ” ที่จะประทับลงไปในหนังสือแนวที่ขายยากนี้ ให้เป็นหนังสือ
ที่ “ขายดี” ขึ้นมาได้เล่มหนึ่ง วนเวียนกันไปตามแต่ละประเภทที่จัดประกวดในแต่ละปี

และสำหรับนักเขียนวรรณกรรมในแนวนี้ ที่อาจจะไม่ใช่เครื่องบ่งชี้เกียรติยศหรือความสำเร็จอะไรที่ชัดเจน จะหวังความร่ำรวยหรือความนิยมอย่างกว้างขวางจากสาธารณชนนั้นก็ยากอยู่ รางวัลซีไรต์จึงอาจจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่เป็นที่ยอมรับที่สุดในบรรดารางวัลวรรณกรรมทั้งหลาย เพราะนอกจากจะเป็นรางวัลพระราชทานแล้ว ยังมีธรรมเนียมที่นักเขียนผู้ได้รับรางวัลจะได้เข้าพักในห้องพักสุดหรูของโรงแรม

โอเรียนเต็ลซึ่งเป็นสถานที่มอบรางวัล ก็ยังเป็นสิ่งที่สร้างความขรึมขลังให้แก่รางวัลนี้ที่เหนือกว่ารางวัลวรรณกรรมอื่นใด และไม่ต้องพูดถึงค่าลิขสิทธิ์จากการที่หนังสือจะได้รับการพิมพ์ซ้ำหลายต่อหลายครั้งตามความต้องการของตลาด ที่เป็นเหมือน “โบนัส” สำหรับนักเขียนที่ได้รับรางวัลนี้

ความเป็นจริงที่วงการวรรณกรรมอาจจะต้องยอมรับกันคือ มนต์ขลังและความยิ่งใหญ่ของรางวัลซีไรต์ที่มีต่อสังคมในวงกว้างนั้นก็ลดลงไปมาก หากเทียบกับเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว ที่แต่ก่อนข่าวการประกาศรางวัลซีไรต์เคยเป็นข่าวใหญ่ระดับชาติ นักเขียนหรือกวีที่ได้รางวัลซีไรต์เป็นคนดังไปในชั่วข้ามคืน หนังสือที่ได้รางวัล หรือเพียงแต่เข้ารอบสุดท้าย ก็เป็นหนังสือขายดีที่ผู้คนให้ความสนใจซื้อหาไปอ่าน และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกครื้น

ความครึกครื้นคึกคักเช่นนั้นยุบลดหดแคบลงมามากในปัจจุบัน ข่าวรางวัลซีไรต์ในแต่ละปีจะตื่นเต้นฮือฮากันก็แต่ในหมู่ของนักอ่านนักเขียนในแวดวงจำกัด แถมส่วนหนึ่งในนั้นคือคนที่มีส่วนร่วมไม่ทางใดทางหนึ่งกับรางวัลดังกล่าว เช่น สำนักพิมพ์หรือนักเขียนที่ส่งหนังสือของตัวเองเข้าประกวด และแม้ประกาศผลออกมาแล้ว บางปีผู้คนทั่วไปแทบไม่มีใครนึกออกแล้วว่าหนังสือที่ได้รางวัลซีไรต์ปีล่าสุดนั้นคือเรื่องอะไร ช่วงสองสามปีหลังนี้มีหนังสือที่ได้รางวัลซีไรต์ไม่กี่เล่มหรอกที่สร้างกระแสเป็นหนังสือยอดนิยม ที่พอจะเสียบชิงพื้นที่บนชั้นหนังสือขายดีในร้านหนังสือทั่วไปได้บ้าง

ถึงกระนั้น อิทธิพลของรางวัลซีไรต์ต่อวงการนักอ่านนักเขียนอันจำกัดวงนี้ก็ยังมีสูงมากอยู่ดี สูงจนกระทั่งหลายครั้งที่รางวัลทรงเกียรตินี้ถูกมองว่าเป็น “ดาบสองคม” ที่ส่งผลต่อวงการวรรณกรรม กล่าวคือ “แสงสว่าง” ของรางวัลซีไรต์นั้นสว่างจ้าเกินไปเสียจนเมื่อส่องสาดไปยังหนังสือเล่มใด หรือนักเขียนคนใดแล้ว ก็พลันทำให้หนังสือหรืองานวรรณกรรมรอบข้างนั้นเหมือนจะตกจมอยู่ในเงามืดไปหมด ด้วยบรรดานักอ่านและผู้คนทั้งหลายมุ่งไปให้ความสนใจแต่เฉพาะผลงานที่ได้รับรางวัลนั้น จนละเลยผลงานชิ้นอื่นที่อาจจะมีคุณค่าทางวรรณกรรมไม่แพ้กัน หรืออาจจะดีกว่างานที่ได้รับรางวัลซีไรต์ด้วยซ้ำไป

กลายเป็นว่า สำหรับนักอ่านทั่วไปที่ไม่ใช่คอวรรณกรรมตัวจริงแล้ว รางวัลซีไรต์กลายเป็นเหมือนกับ “หนังสือวรรณกรรมเล่มเดียว” ที่คนไทยควรอ่านในแต่ละปีไป

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม นักอ่านทั่วไปหลายคนก็ยังมองว่า งานวรรณกรรมแนว “ซีไรต์” นั้นเป็นงานวรรณกรรมที่ต้องปีนบันไดอ่านอยู่ดี

เช่นนั้นปัญหาที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่เพราะรางวัลซีไรต์นั้นเป็น “แสงที่สว่างเกินไป” ก็ได้ แต่เป็นเพราะบรรยากาศของวงการวรรณกรรมโดยรวมนั้นมืดสลัวลงไปมาก มากเสียจนแสงแห่งรางวัลซีไรต์นั้นเป็นเหมือนแหล่งแสงสว่างแหล่งเดียวท่ามกลางความมืดสลัวเช่นนั้น ทำให้ทุกคนต้องวิ่งเข้าหาแสงสว่างนั้น เพื่อให้ยังได้รับการมองเห็นอยู่จากสายตาและความสนใจของสาธารณชนที่อยู่นอกเหนือไปจากวงการวรรณกรรมที่มองหน้าเห็นชื่อก็จำกันได้หมด

ความที่เป็นเหมือนแสงสุดท้ายอันสว่างที่สุด ที่พอจะส่องให้วงการวรรณกรรมได้รับการมองเห็นอยู่ในสังคมนี่เอง ทำให้เชื่อว่า แม้ในที่สุดแล้วภาคเอกชนอาจจะปรับลดหรือแม้แต่ถอนการสนับสนุนรางวัลนี้ก็ตาม แต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงวรรณกรรมคงจะต้องช่วยกันผลักดันให้รางวัลอันทรงเกียรตินี้ยังมีอยู่ต่อไปได้อยู่ดี

แต่กระนั้น หากรางวัลนี้จะต้องลาลับดับสูญลงไปในที่สุดแล้ว ก็เท่ากับจะทำให้ภาพอันแท้จริงของวงการคนอ่านและคนเขียนงานแนววรรณกรรมของประเทศนี้ปรากฏออกมา ภาพจริงที่แม้แต่รางวัลวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่เป็นเหมือนตัวช่วยของวงการวรรณกรรมมาตลอดช่วงเวลาก่อนระยะสุดท้าย ก็ยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้ในยุคสมัยที่สังคมการอ่านงานแนววรรณกรรมนั้นกำลังจะย่างเข้าสู่ช่วงขาลง หรือหดตัวลงเป็นความสนใจอันจำกัดกลุ่มของผู้คน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ร่วมในสังคมกระแสหลักอีกต่อไป

เมื่อนั้น “พรวิเศษ” หรือ “ตัวช่วย” ให้คนมาอ่านหนังสือวรรณกรรม อย่างน้อยก็หนึ่งเล่มต่อปี ก็จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว ในอีกทางหนึ่ง อาจจะเป็นหนทางให้นักเขียนและผู้เกี่ยวข้องในวงการงานวรรณกรรมจำเป็นจะต้องพยายามสร้างแสงสว่างในตัวเอง สร้างกลุ่มนักอ่าน และหาวิธีอยู่รอดให้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยแหล่งกำเนิดแสงจากที่ใดมาช่วยเรียกร้องให้ผู้คนมองมา

วรรณกรรมที่เหลือรอดชีวิตได้ในยามที่แสงสุดท้ายลาลับไป จะส่องแสงเรืองคล้ายกลุ่มก้อนแพลงตอนในมหาสมุทรแห่งสังคมการอ่านที่กำลังย่างเข้าสู่ความมืดมิด