เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่สำนักงานประชาไท เปิดตัวหนังสือ ‘แผ่นดินจึงดาล : การเปลี่ยนผ่านในสภาพบังคับ’ และสนทนาในวาระครบรอบ 20 ปี รัฐธรรมนูญ 40 และ การเดินหน้า(ในสภาพบังคับ) กับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดย ผศ.ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสร์ จุฬาฯ และ ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์
ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังหมายถึงเปลี่ยนสู่ระบบไฮบริด หรือเปลี่ยนสู่ระบอบเผด็จการด้วย ซึ่งการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนผ่านยุคใหม่มุ่งไปที่การศึกษาความคงทนของระบอบ จากการกลายตัวเองเป็นระบอบผสมซึ่งซับซ้อนมากกว่าประชาธิปไตยกับเผด็จการ
“ผมไม่เคยมีศรัทธากับรัฐธรรมนูญ 2540 มันผลิตสิ่งที่เราเผชิญหน้ามาทั้งระบอบทักษิณและระบอบไม่เอาทักษิณ จากสถานการณ์ที่ผ่านมาผมเสนอให้ไม่มีรัฐธรรมนูญ เช่นที่อังกฤษมี Rule of Law เมื่อเรามีกฏหมายมากมาย แต่กฎหมายสิทธิมนุษยชนหรือการเอาผิดคนลอยนวลกลับไม่มี ถ้าเราไม่มีรัฐธรรมนูญเราจะหลุดออกจากอุตสาหกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีคนกลุ่มหนึ่งยึดไว้ เมื่อความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมและร่างรัฐธรรมนูญแบบที่วาดหวังไว้นั้นเป็นไปไม่ไ่ด้ จึงไม่ควรมีรัฐธรรมนูญเสียดีกว่า ผมไม่ได้ล้มระบอบ แต่อยากได้กฎหมายที่อิงอยู่กับกระแสสังคมมากกว่าการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ
“หลายครั้งเราอธิบายว่าความเป็นมืออาชีพของทหารคือการแบ่งแยกจากพลเรือน การเชื่อว่าทหารจะถอยจากการเมืองในหลายกรณีเกิดขึ้นไม่ไ่ด้ง่ายๆ หลายครั้งต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่มีในปัจจุบัน เราไม่เห็นนายทหารสายพิราบในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อสายเหยี่ยวเติบโตได้ดีในหน้าที่ วิธีคิดทหารไทยปัจจุบัน ผมคิดว่ามีอิทธิพลวิธีคิดแบบทหารพม่าที่เชื่อว่าตัวเองสามารถเข้ามารักษาความสงบได้ ถ้าเราไม่ต้องการให้ทหารยุ่งการเมืองสุดท้ายแล้วเรามีกลไกอะไรนอกจากแค่ให้นักการเมืองนั่งคุมกระทรวงกลาโหม ซึ่งก็ไม่ได้ผล” ผศ.ดร.พิชญ์กล่าว
คาดชนชั้นกลางใหม่สร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ผศ.ดร.ยุกติ กล่าวว่า ในหนังสือ แผ่นดินจึงดาล มีผู้เขียนหลายคนซึ่งทุกคนล้วนพูดถึงการเปลี่ยนแปลง และส่วนใหญ่พูดถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย สิ่งหนึ่งที่เป็นความคาดหวังของชนชั้นกลางในเมืองคือความรู้สึกต้องการคนกลางทางการเมือง เช่น สถาบันทหาร ซึ่งก็รู้ตัวเองดีว่าจะทำรัฐประหารไม่ได้หากไม่มีเสียงสนับสนุน ผมจึงคิดว่าการปฏิรูปทหารอาจเกิดไม่ได้ถ้าเราไม่ได้ปรับทัศนติชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางที่ก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมปัจจุบัน ซึ่งมีระบบความเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เกิดคนกินเงินเดือนประจำ คนที่มีสถานะทางสังคม ต้องการความมั่นคงในชีวิตมากกว่าจะต้องการความสุ่มเสี่ยงใด ทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจและจิตใจ ทำให้ไม่กล้าคิดที่จะเปลี่ยนแปลงทางสังคม
“ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาช่วงที่เป็นประชาธิปไตยยาวนานที่สุด น่าจะเป็นช่วงทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพชัดเจน จากคณะราษฎรที่เป็นกลุ่มนักเรียนนอกพูดเรื่องประชาธิปไตยในกลุ่มเล็ก เทียบแล้วน้อยมากในยุคที่นักศึกษาเดินขบวน เปลี่ยนมาสู่ช่วงที่มีเอ็นจีโอ ขบวนการประชาชน มาสู่ขบวนการเสื้อแดงหรือที่ผมอยากเรียกว่าเป็น Voter นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในภาพรวมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“ปัจจุบันกระแสขวาทั่วโลกขึ้นมาจากคนชั้นกลางที่รู้สึกไม่มั่นคงเมื่อมีคนกลุ่มใหม่จะมาแย่งงานและทรัพยากร ส่วนในไทยตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดโอกาสให้คนชั้นกลางกลุ่มใหม่แสดงตัวมากขึ้น เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนผ่านในไทยที่ต่อเนื่องมานาน ในอนาคตหากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็น่าจะมาจากคนชั้นกลางใหม่กลุ่มนี้ ในประเทศสังคมนิยมหลายแห่งพยายามสร้างกลไกใหม่ทางการเมืองด้วยสื่อแบบใหม่ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง งานศึกษาเรื่องอินเตอร์เน็ตใหม่มักพูดถึงอำนาจกลุ่มทุนหลายกลุ่ม 1.รัฐ 2.บริษัทเอกชนที่ไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าหาอำนาจรัฐ 3.โปรแกรมเมอร์ 4.ผู้ใช้ ซึ่งมีอำนาจจัดการรวมตัวหรือสร้างกฎเกณฑ์เชิงสังคมขึ้นมา 4 อำนาจนี้ผนวกกับการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางใหม่จะมีการเปลี่ยนเชิงคุณภาพที่น่าสนใจ
“ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์นิติราษฎร์ ที่ทำให้คนสนใจกฎหมายมากขึ้น และอาจเป็นเพราะสังคมสนใจกฎหมายมากขึ้น นิติราษฎร์จึงมีบทบาทขึ้นมา สังคมไทยก้าวมาถึงจุดที่กฎหมายมีความสำคัญ แต่ประเด็นคือสนามรบสำหรับประชาชนนั้นอยู่ตรงไหน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญหรือเรื่องกฎหมายแน่ เมื่อเรายังไม่สามารถออกแบบโครงสร้างอำนาจอย่างเป็นทางการได้อย่างน้อยในระยะ 20 ปีนี้ แต่ผมยังเห็นสนามทางสังคมวัฒนธรรมที่มีเรื่องอื่นเช่นเครือข่าย เป็นการรวมตัวในทางการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องมีองค์กร ไม่จำเป็นต้องมีหัวอีกต่อไป
“ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาหลังรัฐประหารจะเห็นปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากพูดถึงการเมืองในรูปแบบต่างๆ ด้วยสื่อต่างๆ เป็นเครือข่ายทางการเมืองที่ต่างคนต่างทำงานและสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ คนรุ่นใหม่อาจไม่ไ่ด้อยากอยู่ในโลกแบบเดิมตลอดไปก็ได้ พ่อแม่เขาอาจเป็นชนชั้นกลางใหม่ที่อยู่กับโลกความมั่นคงหรือโลกราชการ แต่คนรุ่นใหม่อยากมีอาชีพสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง เราอาจเห็นอะไรใหม่ๆในทางสังคมวัฒนธรรม ซึ่งสนามนี้เราน่าจะทำกันต่อไป ควบคู่กับสนามทางการที่เราอาจหวังอะไรไม่ได้” ผศ.ดร.ยุกติกล่าว

