หน้าแรก การเมือง เรืองไกรร้อง ...

เรืองไกรร้อง กกต.สอบ 9 สนช. นั่ง คกก.ปฏิรูปประเทศ เข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์

9.10.17 | 13:13 น.

“เรืองไกร” ร้อง กกต.สอบ 9 สนช. นั่ง คกก.ปฏิรูปประเทศ เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ จี้ส่งศาล รธน.วินิจฉัย


เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งผ่าน ส.ต.อ.นวัต บุญศรี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย สำนักกฎหมาย สำนักงาน กกต. ขอให้ตรวจสอบ และเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ให้ความเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดเฉพาะตัว กรณี 9 สมาชิก สนช.ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสอง ทำให้ความเป็น สนช.สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(7) หรือไม่ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่แต่งตั้งการกระทำเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 186 วรรคสอง เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)

โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้ สนช.ไปรับหรือดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกันก็มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 10/2551 ที่วินิจฉัยวางหลักกฎหมายตามหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยไว้ซึ่งกลายเป็นบทบัญญัติในมาตรา 265 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญว่า ส.ส.หรือ ส.ว.ต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ ไม่รับเงิน หรือประโยชน์ใดๆ จากหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ ซึ่งเมื่อตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีกลับพบว่ามีการตั้ง สนช.ร่วมเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศรวม 9 คน คือมติครม.วันที่ ‪4 กรกฎาคม ‬ ตั้ง 1.พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ 2.พล.ต.อ. เอก อังสนานนท์ 3.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ 4.นายมนุชญ์ วัฒนโกมร 5.พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ 6.พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) และมติ ครม.วันที่ 15 สิงหาคม มีการตั้ง 7.นายอิสระ ว่องกุศลกิจ เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ 8.นายภิรมย์ กมลรัตนกุล เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และ 9.นายกล้าณรงค์ จันทิก เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งหมดไปร่วมประชุมเสนอแนวทางการปฏิรูปที่ต่อมาอาจจะต้องนำไปสู่การตรากฎหมายที่ต้องมาผ่านการพิจารณาของ สนช. มีการรับเบี้ยประชุม การกระทำจึงเข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

“ผมไม่จ้องจะร้องทำลาย สนช. แต่เป็นการว่าตามกฎหมาย อย่างนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็น สนช.ด้วย และก็ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ผมก็ไม่ร้อง เพราะนายสมคิดสวมหมวกอีกใบเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ถือเป็นข้าราชการประจำ ตรงกฎหมายไม่ห้ามสามารถไปดำรงตำแหน่งได้ แต่ทั้ง 9 คนที่ผมร้อง ทุกคนเกษียณอายุกันหมดแล้ว ซึ่งผมก็ได้สำเนาประวัติบุคคลทั้งหมดที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ระบุวันเดือนปีเกิดครบแนบมาให้ กกต.ด้วย”

Advertisement

นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในส่วนของนายกรัฐมนตรีและ ครม.ที่มีคำสั่งแต่งตั้งก็ต้องรับกับความผิดดังกล่าวด้วยเพราะเมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญมาตรา 186 วรรคสอง ประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง 2551 ข้อ 15 ระบุชัดไม่ให้ข้าราชการการเมืองใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นข้าราชการการเมืองเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการบรรจุ แต่งตั้ง กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้ต้องร้องต่อ กกต.เพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็น สนช.และรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ตนก็ได้ร้องต่อ กกต.ขอให้ดำเนินการกับนายกรัฐมนตรีและ ครม. ในความผิดเดียวกันนี้ กรณีแต่งตั้งนายธานิศ เกศวพิทักษ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ด้วย