“ชูศักดิ์” ยกเหตุผลอัด มาตรฐานการลงประชามติปี 59 ด้อยกว่าปี 50
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า มาตรฐานการลงประชามติปี 59 ด้อยกว่าปี 50 โดยเปรียบเทียบการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 จะเห็นข้อเหมือนและข้อแตกต่างกันอันเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้ สสร.เป็นผู้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดวันออกเสียงประชามติ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติ ส่วน กกต.เป็นผู้เผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงประชามติและเป็นผู้จัดและควบคุมการออกเสียงประชามติตามที่ สสร.มอบหมาย แต่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ให้ กกต.ประกาศวันออกเสียง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการออกเสียง โดยจะตราเป็นกฎหมายโดยสนช. 2.การออกเสียงร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับถือเกณฑ์เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิที่มาออกเสียงประชามติ โดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว2557 แต่มีข้อแตกต่างตรงที่ ปี 2550 นับรวมทั้งส่วนที่เป็นบัตรเสียและไม่ประสงค์ลงคะแนนด้วย แต่ปี 2559 จากคำอธิบายของรัฐบาลจะไม่นับรวมบัตรเสียและไม่ประสงค์ลงคะแนนมาไว้ในจำนวนผู้มาออกเสียงประชามติแต่นับเฉพาะบัตรที่ลงคะแนน “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น
นายชูศักด์ กล่าวว่า 3.เกณฑ์อายุของผู้มีสิทธิออกเสียง ปี 2550 ถือเกณฑ์อายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการออกเสียงประชามติ ส่วน ปี 2559 ถือเกณฑ์อายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งจะทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น 4.การเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญรณรงค์แนวคิดของฝ่ายตน ปี 2550 ถือว่าเปิดกว้างมาก แต่ ปี 2559 จำกัดความคิดและการแสดงออกตั้งแต่ระหว่างการจัดทำร่าง รธน.จนถึงช่วงเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญโดยกำหนดให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยตั้งตัวแทนและไปลงทะเบียนต่อ กกต.เพื่อบันทึกเทปความเห็นเพื่อที่ กกต.จะนำออกอากาศเผยแพร่เท่านั้น หากมีการรณรงค์เหมือนปี 2550 อาจเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่กกต.กำลังนำเสนอสนช.และอาจกระทำไม่ได้เลยหากไม่มีการยกเลิกประกาศการห้ามชุมนุมและทำกิจกรรมทางการเมืองในขณะที่คสช.และรัฐบาลกลับใช้กลไกของรัฐทุกรูปแบบผ่านกระทรวงมหาดไทยและกลาโหม ชี้นำให้ประชาชนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญมานานแล้วตั้งแต่ยังไม่เป็นร่างที่ยุติ
“จากข้อเปรียบเทียบดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามีการกำหนดหลักเกณฑ์และกลไกของรัฐทุกรูปแบบเพื่อต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของประชาชนให้ได้ ขณะที่จำกัดการแสดงออกของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่กระบวนการยกร่างยังไม่แล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือจำกัดบทบาทของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญกรณีเช่นนี้จึงไม่อาจถือว่าการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้แสดงออกอย่างเท่าเทียมได้อันขัดต่อหลักการและสาระสำคัญของการออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะคะแนนเสียงเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องเป็นคะแนนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิที่มาออกเสียงประชามติเท่านั้นไม่ว่าบัตรลงคะแนนนั้นจะเป็นบัตรดีหรือบัตรเสียก็ถือว่าผู้นั้นออกมาใช้สิทธิแล้ว

