มธ.จัดเสวนาคนเดือนตุลาฯ “หมอเลี๊ยบ” แนะคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อน ปชต. -รักเสรีภาพ – ความยุติธรรม
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พรรคใต้เตียง มธ. ร่วมกับคณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) จัดเสวนา เรื่อง “เหลียวหลังแลหน้ามรดกคนเดือนตุลากับอนาคตสังคมไทย” โดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวตอนหนึ่งว่า คนเดือนตุลาคนเป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นในสายธารประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนกลุ่มอื่น เราเป็นคนหนุ่นสาวเมื่อ 44 ปีที่แล้ว เพียงแต่คนยุค 2520 มีลักษณะพิเศษตรงที่อยู่ในช่วงรอยต่อของสงครามเย็นที่มีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างกว้างขวาง การรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองจากที่สนใจอยู่ในหมู่ปัญญาชนกลุ่มเล็กๆขยายไปสู่แรงงาน ชาวนาชาวไร่ มีเทคโนโลยีสื่อสารใหม่ๆเรื่อยมาจนนำไปสู่ม็อบมือถือในอีกยุคสมัยหนึ่ง ตนเรียนเป็นนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำกิจกรรมไปด้วย เห็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ อยากเห็นสังคมดีขึ้น ที่ผ่านมาไม่เคยคิดว่า จะเข้ามาสู่อำนาจรัฐ เป็นนักการเมือง ไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำโครงการสุขภาพถ้วนหน้า แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2539 เป็นวันครบรอบ 20 ปีจากเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนฟังนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อยู่ที่สนามฟุตบอล มธ.พูดโดยมีใจความหนึ่งว่า พวกเราคนเดือนตุลาคมเคยลุกขึ้น มาวันนี้พวกคนเดือนตุลาคมทำอะไรกันอยู่ ออกจากมุมมืดมาทำการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ได้แล้ว

“ต้องยอมรับว่า ขณะนั้นเกิดกระแสปฏิรูปการเมือง จนนำมาสู้รัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ด้วยสาระจากนายเสกสรรค์ ในวันนั้นผมตัดสินใจไปอยู่กับพรรคพลังธรรม และได้ลงสมัครรับเลือกตั้งคู่กับนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา การหาเสียงในวันนนั้น พูดเพียงแต่หมายเลขตัวเอง เราไม่มีโอกาสได้พูดเรื่องนโยบายเลย แต่หลังจากมีรัฐธรรมนูญ 2540 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่มหิดล โทรมาบอกว่า สนใจทำนโยบายเรื่องสาธารณะสุขหรือไม่ ผมตัดสินใจ และพยายามคิด และสอบถาม นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นคนเดือตุลาคมว่า ชีวิตนี้มีความฝันอะไรที่อยากทำและยังไม่ได้ทำอีกหรือไม่ และ 1 ในนั้นก็คือโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จนในที่สุดนำไปสู่นโยบาย 30 รักษาทุกโรค ถามว่าวันนี้พึ่งพอใจหรือไม่ ตอนนั้นมีคนบอกว่า พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้ง เพราะ ปาฏิหาริย์ แต่มันจะมีประโยชร์อะไรถ้าเราไม่สร้างปาฏิหาริย์ให้กับชีวิตประชาชน คนเดือนตุลาคมมีความฝันอยากสร้างชีวิตให้กับคนส่วนใหญ่ที่ดีกว่า และเราจะส่งผ่านมรดกคนเดือนตุลาคมให้กับคนรุ่นใหม่อย่างไร คำถามคือ คนรุ่นใหม่อยากรับมรดกจากคนเดือนตุลาคมหรือไม่ เพราะคนรุ่นใหม่ในวันนี้มีเรื่องต้องให้คิดมากมาย ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก สิ่งที่สามารถส่งผ่านต่อมีอย่างเดียว นั่นคือ เจตนารมย์ของคนหนุ่มคนสาวที่มีความฝัน รักเสรีภาพ รักความยุติธรรม และอยากเห็นความเสมอภาคของทุกคนนั่นเอง”นพ.สุรพงษ์ กล่าว
นพ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า เราอาจจะลืมไปแล้วว่า บรรยากาศเผด็จการในช่วงก่อนวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และหลัง 6 ตุลาคม 2519 เป็นเช่นไร คนรุ่นใหม่ ที่เกิดขึ้นหลังพฤษภาคม 2535 จึงนึกไม่ออก นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นนี้ต้องการทางลัด ทั้งๆที่การเมืองไม่มีทางลัด เราต้องเรียนรู้ และยึดมั่นในหลักการพื้นฐานประชาธิปไตย เรียนผิดเรียนถูกอย่างต่อเนื่องจะทำให้การเมืองมั่นคงขึ้น ทุกคนมีความฝัน ตนมีฝัน การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกี่ยวข้อง โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเกิดขึ้นไม่ได้ และจะยังเป็นเพียงความฝันไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการตัดสินใจจากผู้บริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม คิดว่า เราควรใช้ประสบการณ์จากคนยุค 2520 คนเดือนตุลาคม ใช้ความรู้ความสามารถจากคนรุ่นยุค 2540 หรือ คนยุคพฤษภาทมิฬ และนำพลังของคนรุ่นใหม่ มาใช้เป็น 3 ประสานสร้างอะไรก็ได้เพื่อนำไปสู่การเมืองใหม่
“คสช.บอกว่า จะร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีผูกพันทุกคนจะออกมาในรูปแบบไหนก็ยังไม่ทราบ คิดว่าสิ่งที่ทำได้ในวันนี้ก็คือ 1.พวกเราต้องร่างยุทธศาสตร์ชาติด้วยพวกเราเอง ขึ้นมาเทียบกับฉบับ คสช. 2.คสช.ประกาศว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2561 ซึ่งต้องช่วยกันให้ทุกอย่างเป็นไปตามปฏิทินนี้เกิดขึ้นจริง ให้สนช.ให้ กรธ.ทำตามปฏิทินของตังเองและช่วยภาวนาให้สุขภาพของคนเหล่านี้แข็งแรง และ 3.เราต้องร่วมใจเรียกร้องให้องค์กรทางการเมืองที่มีอยู่ โดยเฉพาะ พรรคเพื่อไทย(พท.)ปฏิรูปเป็นสถาบันของประชาชน ให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ทำงานให้เป็นแนวร่วมของประชาชนที่แท้จริง ถ้าไม่สำเสร็จ จะต้องขับเคลื่อนให้มีกลุ่มใหม่ๆเกิดขึ้นให้ได้ด้วยความหวัง เพราะเรามีความสามารถทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวที่ทำไม่ได้ นั่นคือ การยอมก้มหัวให้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม”นพ.สุรพงษ์ กล่าว

