“กมธ.บริหารราชการแผ่นดิน สนช.” ผุดไอเดีย “ก.บ.ช.” ทำหน้าที่แต่งตั้ง ขรก.ระดับสูงแทนรัฐมนตรี เชื่อป้องกันฝ่ายการเมืองแทรกแซงได้
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) บริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง “ข้อเสนอการคัดเลือกและแต่งตั้งปลัดกระทรวงและอธิบดี” โดยนายมนุชญ์ วัฒนโกเมร รองประธาน กมธ. คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานอนุ กมธ. การปกครองการบริหารราชการแผ่นดิน และการพัฒนาระบบราชการ กล่าวสรุปผลการศึกษาว่า การแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวเป็นอำนาจของรัฐมนตรีตามมาตรา 57 ขณะที่ ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ถือเป็นตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงทั้งในด้านงบประมาณ รวมถึงมีความเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำในการนำนโยบายปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องเป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ดังนั้น กมธ.เห็นว่าเรื่องนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐาน 4 ประการ คือ 1.หลักระบบเปิดภายในระบบราชการ 2.หลักการได้มาคนซึ่งคนดีและคนเก่ง 3.หลักการบริหารจัดการเป็นเฉพาะตามลักษณะงานของตำแหน่ง และ 4.หลักความสมดุลระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ
นายมนุชญ์กล่าวว่า จึงมีข้อเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการคัดเลือกนักบริหารแห่งชาติ (ก.บ.ช.) เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคล เพื่อให้ป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง โดยมีคณะกรรมการ 3-5 คน ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว เพื่อคัดสรรผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวจะมาจากกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือก ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง
จากนั้นเข้าสู่การอภิปรายและวิพากษ์รายงาน โดยนายนนทิกร กาญจนะจิตรา อดีตเลขาธิการ ก.พ. อภิปรายว่า กมธ.ได้ทำการศึกษาครอบคลุมในหลายประเด็น ซึ่ง ก.พ.ก็ได้ศึกษาร่างนี้มาตั้งแต่ปี 51 แต่ยังไม่ได้ออก เพราะติดขัดเรื่องการเลือกปลัดกระทรวงที่รัฐบาลไม่เห็นด้วยและค้างมาทุกวันนี้ ซึ่งทาง ก.พ.มีข้อพิจารณากันมาก โดยเฉพาะระบบเปิด ถ้าทำจริงอาจยาก เนื่องด้วยพฤติกรรมการเติบโตสายงานตัวเอง ซึ่งระบบนี้ดีแต่ต้องมีระบบหมุนเวียน อาจะเป็นระดับกระทรวงสายงานใกล้เคียงกัน เช่น การเงิน ทรัพยากรบุคคล หรือหน่วยงานใช้ความรู้อย่างเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ระดับล่าง เพราะระดับบนอาจเกิดปัญหา ทั้งนี้ อำนาจ กบช.ตามที่กมธ.เสนอ กว้างมาก เกรงว่าอาจทำไม่ไหว ดังนั้น ควรโฟกัสไปงานด้านเดียว ส่วนที่มา ก.บ.ช. การสรรหากรรมการ ทุกฝ่ายอยากได้กรรมการดีและเก่ง แต่ไม่ง่าย และการกำหนดอายุคนเข้ามาทำหน้าที่ ก.บ.ช. เกรงว่าจะได้กรรมการเป็นข้าราชการเก่า
นายนนทิกรกล่าวอีกว่า ส่วนความเป็นกลางของกรรมการ ส่วนตัวเชื่อว่าระบบราชการเป็นกลางหายาก ตราบใดผู้บริหารระดับสูงหรือคนชั้นนำ ข้าราชการ มีคอนเน็กชั่น ซึ่งเป็นรากเหง้าปัญหาข้าราชการไทย แก้ได้หรือไม่ยังไม่เห็นทาง แต่ต้องเปลี่ยนความเคยชิน นอกจากนี้ เกรงความไม่มั่นคง เพราะมีการรวมศูนย์อำนาจ และหากการเมืองเข้มแข็งเข้ามาแทรกแซง ก.บ.ช.ที่เดียวทุกอย่างก็จบ หากกระจายไปตามกระทรวง คงแทรกแซงได้ยากขึ้น สำหรับวาระการดำรงตำแหน่ง ก.บ.ช. มองว่าสั้นเกินไป ควรมีอายุการดำรงตำแหน่ง 6 ปี แต่แค่วาระเดียว สำหรับเรื่องคุณสมบัติจริยธรรม มองว่าเป็นนามธรรมจับต้องได้ยาก ทำได้เพียงการระบุข้อห้ามที่เห็นได้ชัด ไม่ถูกกล่าวหาทุจริตหรือชู้สาว

