เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.อนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. … ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) เสนอผ่านและได้รับความเห็นชอบของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โดยยกร่างขึ้นตามมาตรา 63 และมาตรา 278 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่ารัฐจะต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการทุจริตประพฤติมิชอบและต้องจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพ ที่จะส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันของประชาชน เพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแสการทุจริตประพฤติมิชอบ มาตรการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์แก่ผู้ชี้เบาะแสการทุจริตและประพฤติมิชอบ
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ทั้งนี้สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ(คตป.)” โดยให้เลขาธิการ ป.ป.ท. เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง ส่วนกรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงานป.ป.ช. ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม และให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 4 คน กรรมการผู้แทนภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม ที่ได้รับการสรรหาจากเครือข่ายต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบภาคประชาชน โดยความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี จำนวน 4 คน และให้รองเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ท.ที่เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ท.มอบหมาย จำนวน 1 คนเป็นกรรมการและเลขานุการ
“คตป.นี้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายตามหลักเกณฑ์ที่จะส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันที่จะมีส่วนร่วมรณรงค์ ให้ความรู้กับประชาชนเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบว่าเป็นโทษเป็นภัยต่อสังคมอย่างไร มีกฎหมายอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง ถ้าประชาชนแจ้งเบาะแสแล้วจะทำให้ประเทศชาติปราศจากการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างไร , ต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นการรวมตัวกันต่อต้าน , ชี้เบาะแสการทุจริตประพฤติมิชอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ศอชต. ได้เข้าไปดำเนินการ”พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ต้องมีการตั้งศูนย์ประสานความร่วมมือการต่อต้านการทุจริตขึ้นในสำนักงานป.ป.ท. โดยรัฐจ้องจัดสรรเงินงบประมาณในประเภทเงินอุดหนุนให้เพียงพอที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนดำเนินการ พร้อมกำหนดโทษว่าหากใครที่เป็นเจ้าหน้าที่ราชการพอมีประชาชนรวมตัวกันไปชี้เบาะแส แล้วไปกดขี่ข่มเหง รังแก ใช้อิทธิพล ทำให้ประชาชนเหล่านี้หวาดกลัวไม่กล้าที่จะชี้เบาะแส ไม่กล้าต่อต้านทุจริต จะต้องมีโทษที่เป็นการเพิ่มโทษอีกครึ่งหนึ่งที่กฎหมายอาญากำหนด เช่น ถ้าใครไปทำร้ายคนที่ชี้เบาะแส เดิมกำหนดไว้ว่าติดคุก 3 ปี ก็เพิ่มอีกปีครึ่ง รวมเป็นโดนโทษติดคุก 4 ปีครึ่ง เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยต้องขับเคลื่อนปกป้องไม่ให้มีการทุจริตประพฤติมิชอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

