หน้าแรก การเมือง ย้อนนโยบายปรา...

ย้อนนโยบายปราบมาเฟีย ยุทธการ “ล้างศัตรูการเมือง” !!

15.03.16 | 12:14 น.

นโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลถูกจุดพลุขึ้นท่ามกลางข้อกังขาใช้นโยบายบังหน้าล็อก เป้าแกนนำ-แนวร่วมสายฮาร์ดคอร์ของกลุ่มอำนาจเดิม ในจังหวะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ รอรื้อ-ตกตะกอนปมร้อนในวันที่ 29 มี.ค. ก่อนจะเข้าคูหาลงประชามติในวันที่ 31 ก.ค.

ยิ่งรายชื่อที่หลุดออกมาล้วนเป็นขั้วตรงข้าม-อำนาจเดิม อาทิ นายเก่ง-การุณ โหสกุล อดีต ส.ส.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย

“เสธ.ไอซ์” พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก และ ร.อ.ธรรมนัส หรือ “ผู้กองมนัส” พรหมเผ่า อดีตทหารคนสนิทของ พล.อ.ไตรรงค์ จึงถูกมองว่าต้องการกดหัวไม่ให้เคลื่อนเกมทั้งใต้ดิน-บนดิน

ยุทธการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกิดขึ้นทันทีตั้งแต่ช่วงแรกหลังการปฏิวัติ 22 พ.ค. 57 ไล่จากข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 57 จากการแทงเรื่องของสำนักเลขาธิการ คสช.ภายใต้นโยบายการ “จัดระเบียบสังคม”

ก่อนจะมีข้อสั่งการอย่างเป็นทางการอีกครั้งออกจากห้องประชุม ครม. ให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ระงับ-ยับยั้งไม่ให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายหรือมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะการปราบปรามผู้มีอิทธิพล พร้อมขีดเส้นตายต้องสำเร็จภายใน 6 เดือน หรือภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้

Advertisement

ตามมาด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช.เลขที่ 324/2558 ลงวันที่ 29 ต.ค. 58 แต่งตั้ง “คณะกรรมการบูรณาการปราบปรามผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น” โดยให้ “พี่ใหญ่แห่งบ้านเกษะโกมล” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นั่งบัญชาการ

ขนาบข้างซ้าย-ขวาด้วย “พล.อ.ธีรชัย นาควานิช” ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ “พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ผนึกกำลังร่วมกับฝ่ายปกครอง ที่มี “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นหัวขบวน

รายชื่อมาเฟียถูกขึ้น “บัญชีดำ” ทั่วประเทศสูงลิ่วถึง 6,000 ราย มีทั้งอดีตนายทหาร-นายตำรวจ นักการเมืองระดับชาติ และนักการเมืองท้องถิ่น-หัวคะแนน

นโยบายปราบมาเฟียไม่ใช่เพิ่งปรากฏ เพราะหากย้อนกลับไปตั้งแต่ พ.ศ. 2497 สมัยยุคจอมพลแปลก (ป.) พิบูลสงคราม ครม.ยุคนั้นมีการตั้งกรรมการอาชญากรรมวิจัยรับตรวจสอบเรื่องร้องทุกข์ว่าได้รับความเดือดร้อนจากโจรผู้ร้ายและผู้มีอิทธิพล

ถัดมาสมัยจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์มีการใช้ “มาตรา 17” แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 สั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในข้อหาวางเพลิง ค้ายาเสพติด และความผิดทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการกระทำอันเป็น “คอมมิวนิสต์” เพราะต้องการสกัดศรัสตรูทางการเมือง

ขณะที่สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อทำหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม อาวุธสงครามและผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลพล.อ.ชาติชายไม่ลงรอยกับกองทัพ

นอกจากนี้ยังเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืนฯ ให้เพิ่มโทษตามมาตรา 78 ให้สูงขึ้น และให้รางวัลแก่ผู้ให้เบาะแสและผู้จับกุมอาวุธสงคราม กวดขันการขออนุญาตมีใช้และพกพาอาวุธปืน

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 สมัยนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล และแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการซื้อ “ขายเสียง-สกัดหัวคะแนน” โดยใช้ชื่อเรื่องมติที่อนุมัติว่า เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ยังอนุมัติบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษแก่ผู้ปฏิบัติงานในการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพลเป็นกรณีพิเศษ2ขั้น ร้อยละ 15 ของแต่ละกลุ่ม นอกเหนือจากโควตาปกติร้อยละ 15 ที่แต่ละส่วนราชการได้รับ รวมทั้งสิ้น 388 คน

มาสมัยยุคนายชวน หลีกภัย 1 อนุมัติเงินราชการลับ ให้จัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2538 งบกลางฯ 8 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพลและศูนย์ป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพลนอกจากนี้ยังเห็นชอบงบประมาณเพิ่มเติมให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพื่อเสริมการปฏิบัติให้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย และเพิ่มความเข้มในมาตรการต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น อีกจำนวน 3.7 ล้านบาท

ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ (ยศในสมัยนั้น) ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดและความยากจน โดยตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ-ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ มีการยึดอาวุธสงคราม-กวาดล้างผู้มีอิทธิพลและผู้ค้ายาเสพติดครั้งมโหฬาร

ทว่า การปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กลับถูกมองว่า เป็นขจัดฐานการเมืองของขั้วอำนาจเก่า ก่อนถึงโหวตประชามติ