หมวดเจี๊ยบแนะ คสช.ควรเลิกถ่วงเวลาการปลดล็อกพรรคการเมืองได้แล้ว ไม่อย่างนั้นอาจถูกมองว่าจงใจให้พรรคการเมืองขนาดเล็กสูญพันธุ์ หรือว่าท่านต้องการเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองหน้าใหม่บางพรรคกันแน่
วันนี้ (30 ต.ค.) ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ควรเลิกถ่วงเวลาในการปลดล็อกพรรคการเมืองได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเราอาจเห็นพรรคการเมืองขนาดเล็กจำนวนมากต้องสูญพันธุ์หรืออาจถูกยุบพรรค เพราะขาดคุณสมบัติในการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคขนาดเล็กและมีระบบไม่แข็งแรง เนื่องจากอาจไม่สามารถทำตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เช่น การเพิ่มจำนวนสมาชิก การเพิ่มเงินทุนประเดิมพรรค และการเพิ่มสาขาพรรคตามจำนวนขั้นต่ำที่ กม. กำหนด ซึ่งต้องดำเนินการผ่านที่ประชุมพรรค และต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.2560 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้พรรคการเมืองเก่ามีเวลาดำเนินการเหลือแค่ 157 วันเท่านั้น ไม่ถึง 180 วันด้วยซ้ำ และจะยิ่งนับถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ทุกวัน แต่ คสช.กลับทำเป็นเฉยเรื่องปลดล็อกพรรคการเมือง เหมือนกับจงใจให้พรรคการเมืองทำงานไม่ทัน ไหนยังจะต้องเผื่อเวลาให้ กกต.ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่อีก ไม่ทราบว่าพวกท่านต้องการเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองใดเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะมีการโจษจันหนาหูเหลือเกินว่า คสช.กำลังแอบตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจ ซึ่งพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่นั้น กฎหมายไม่ได้บังคับเรื่องเงื่อนเวลา 180 วันเอาไว้ ย่อมได้ประโยชน์ในกรณีนี้
ร.ท.หญิงสุณิสาระบุอีกว่า เรื่องนี้สะท้อนว่า คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่จริงใจในการคืนอำนาจให้ประชาชนและไม่จริงจังกับการปฏิบัติตามโรดแมป ทั้งๆ ที่ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ รัฐบาลและ คสช.จึงไม่ควรพูดจาส่งเดชในเรื่องโรดแมป ที่สำคัญพวกท่านควรหยุดโทษคนอื่นเสียทีว่าเป็นต้นตอของปัญหาทางการเมือง เพราะตัวเองก็เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองเหมือนกัน จึงถือว่ามีส่วนก่อปัญหาในบ้านเมืองด้วย อย่ามาทำเป็นลืมหรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แถมพวกท่านยังได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะฉวยโอกาสยึดอำนาจโดยอ้างเรื่องความขัดแย้ง แต่พอเข้ามาบริหารประเทศ ก็ไม่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน ทำให้ประชาชนมีความอดอยากปากแห้ง และมีความทุกข์มากกว่าในอดีตเสียอีก จงอย่าทำผิดซ้ำซากเหมือนที่แอบผลาญงบประมาณแผ่นดินเพื่อจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วที่มีราคาแพงเกินความจำเป็น ในขณะที่ประชาชนทั้งประเทศกำลังรัดเข็มขัดและบ้านเรือนราษฎรหลายจังหวัดยังจมอยู่ใต้น้ำซึ่งท่วมสูงจนมิดหลังคาบ้าน โดยที่รัฐบาลช่วยอะไรไม่ได้ แต่พอเป็นเรื่องผลประโยชน์ของนายทุน รัฐบาลกลับมีปัญญาแอบประกาศใช้ ม.44 ยกเว้นการบังคับใช้ กม.ผังเมืองใน 3 จังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกที่เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งๆ ที่นักวิชาการและสื่อมวลชนคัดค้านเพราะกลัวว่าอาจเปิดช่องให้นายทุนเข้าไปสูบผลประโยชน์ทางทะเลของชาติและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใครเนื่องจากไม่มี กม.ควบคุมอีกแล้ว เป็นต้น

